วันพฤหัสบดีที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2548

 

ใครว่าการเมืองแบบนี้ "น้ำเน่า"?

ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
การจับผิดพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ ที่นักการเมืองนิยมนำมาใช้ เพื่อทอนคะแนนเสียงคู่แข่งขัน และมักนำมาซึ่งการตอบโต้กันอย่างรุนแรงเสมอ ดังกรณี นายถาวร เสนเนียม ผู้สมัคร ส.ส. สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้ออกมาเปิดประเด็นและอ้างถึงหลักฐานว่า นายเนวิน ชิดชอบ ผู้สมัคร ส.ส.สังกัดพรรคไทยรักไทย เรียกประชุมข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในจังหวัดพัทลุงและจังหวัดสตูล เพื่อให้ช่วยหาเสียงให้พรรค จากนั้นนายเนวิน ได้ออกมาตอบโต้ว่า นายถาวรสร้างพยานหลักฐานเท็จ เป็นการใส่ร้าย และขู่ว่าจะโดนข้อหาหมิ่นประมาท

กลยุทธ์จับผิดคู่แข่งที่เวียนซ้ำรูปแบบเดิมเช่นเหตุการณ์นี้ อาจทำให้หลายคนรู้สึกเบื่อหน่าย และเห็นว่าการเมืองเป็นเรื่องน้ำเน่า มีแต่การใส่ร้ายป้ายสีกัน ยิ่งนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ออกมากล่าวสำทับว่าเป็นเรื่องของนักการเมืองที่ยังไม่หลุดพ้นจากวังวนเดิม หาเสียงรูปแบบเดิม คือหวังดิสเครดิตคู่แข่ง และวอนประชาชนให้ "ฟังหูไว้สามหู" ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ประชาชนเบื่อการเมืองหนักขึ้นไปอีก

ในความเป็นจริง หากเราวิเคราะห์แก่นสาระของกลยุทธ์นี้ อย่างปราศจากอคติและความรู้สึกเบื่อหน่าย เราจะพบว่า กลยุทธ์นี้เป็นกลยุทธ์ที่ดี หากทุกพรรคใช้อย่างถูกต้อง เพราะเป็นการจ้องจับผิดในเชิงบวก พรรคการเมืองต่างตรวจสอบกันและกัน แม้ผู้สมัครที่ถูกจับผิดจะถูกแฉหลักฐานต่อหน้าสาธารณชน แต่ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับการพิสูจน์หลักฐานและข้อเท็จจริงของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และผลประโยชน์สุดท้ายย่อมตกแก่ประชาชน ไม่ว่าใครถูกหรือผิด

ผมจึงคิดว่า กลยุทธ์นี้สมควรอย่างยิ่งที่จะนำมาใช้ และประชาชนควรสนับสนุนมากกว่ารู้สึกเบื่อหน่าย แต่เพื่อให้การตรวจสอบของนักการเมืองเป็นไปเพื่อประโยชน์ประชาชนแท้จริง ทุกฝ่ายควรช่วยกันสร้างวัฒนธรรมการตรวจสอบที่เป็นธรรมแก่ทั้งฝ่ายผู้กล่าวหา และผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งอาจทำได้โดยการให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบพฤติกรรมนักการเมือง เข้ามาทำงานร่วมกับ กกต.ด้วย ยิ่งมีกลไกการมีส่วนร่วมตรวจสอบจากหลายๆ ฝ่าย การเมืองไทยจะยิ่งใสสะอาดมากขึ้น

น่าเสียใจอยู่เรื่องหนึ่ง คือ การที่นายกรัฐมนตรีมองการตรวจสอบนี้ เป็นการเมืองน้ำเน่าของพรรคคู่แข่ง แทนที่จะส่งเสริมให้เกิดการตรวจสอบปราบปรามการทุจริต ความเลวร้ายที่ผู้สมัครได้กระทำ และควรให้ความยุติธรรม ไม่ว่ากับพรรคใดก็ตาม เพราะหากผู้นำประเทศยังไม่ส่งเสริมการตรวจสอบระหว่างกัน ย่อมน่าสงสัยว่าจะนำประเทศไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงได้อย่างไร

ที่สำคัญ ประชาชนคงไม่ต้องสงสัยว่า การคอร์รัปชันคงเฟื่องฟูต่อไปอย่างแน่นอน

การเมืองไม่ใช่เรื่องน้ำเน่าที่เราไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่เป็นเรื่องที่เราทุกคนควรเข้ามามีส่วนร่วม เพราะประเทศชาติเป็นของเราทุกคน นักการเมืองเป็นผู้แทนที่เราเลือกเข้าไปทำหน้าที่แทนคนทั้งประเทศ จึงไม่ควรอย่างยิ่งที่จะปล่อยให้การเมืองเป็นเรื่องของคนส่วนน้อยที่พยายามตัดตอนการตรวจสอบ ยกเลิกการถ่วงดุลอำนาจ แต่ภูมิใจในการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดมากกว่า

http://www.bangkokbiznews.com/2005/01/27/comment/index.php?news=column_16176384.html