
ใครว่าการเมืองแบบนี้ "น้ำเน่า"?
ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
การจับผิดพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามเป็นหนึ่งในกลยุทธ์
ที่นักการเมืองนิยมนำมาใช้ เพื่อทอนคะแนนเสียงคู่แข่งขัน
และมักนำมาซึ่งการตอบโต้กันอย่างรุนแรงเสมอ ดังกรณี นายถาวร
เสนเนียม ผู้สมัคร ส.ส. สังกัดพรรคประชาธิปัตย์
ที่ได้ออกมาเปิดประเด็นและอ้างถึงหลักฐานว่า นายเนวิน ชิดชอบ
ผู้สมัคร ส.ส.สังกัดพรรคไทยรักไทย
เรียกประชุมข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในจังหวัดพัทลุงและจังหวัดสตูล
เพื่อให้ช่วยหาเสียงให้พรรค จากนั้นนายเนวิน ได้ออกมาตอบโต้ว่า
นายถาวรสร้างพยานหลักฐานเท็จ เป็นการใส่ร้าย
และขู่ว่าจะโดนข้อหาหมิ่นประมาท
กลยุทธ์จับผิดคู่แข่งที่เวียนซ้ำรูปแบบเดิมเช่นเหตุการณ์นี้
อาจทำให้หลายคนรู้สึกเบื่อหน่าย
และเห็นว่าการเมืองเป็นเรื่องน้ำเน่า มีแต่การใส่ร้ายป้ายสีกัน
ยิ่งนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคไทยรักไทย
ออกมากล่าวสำทับว่าเป็นเรื่องของนักการเมืองที่ยังไม่หลุดพ้นจากวังวนเดิม
หาเสียงรูปแบบเดิม คือหวังดิสเครดิตคู่แข่ง และวอนประชาชนให้ "ฟังหูไว้สามหู"
ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ประชาชนเบื่อการเมืองหนักขึ้นไปอีก
ในความเป็นจริง
หากเราวิเคราะห์แก่นสาระของกลยุทธ์นี้
อย่างปราศจากอคติและความรู้สึกเบื่อหน่าย เราจะพบว่า
กลยุทธ์นี้เป็นกลยุทธ์ที่ดี หากทุกพรรคใช้อย่างถูกต้อง
เพราะเป็นการจ้องจับผิดในเชิงบวก พรรคการเมืองต่างตรวจสอบกันและกัน
แม้ผู้สมัครที่ถูกจับผิดจะถูกแฉหลักฐานต่อหน้าสาธารณชน
แต่ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับการพิสูจน์หลักฐานและข้อเท็จจริงของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
(กกต.) และผลประโยชน์สุดท้ายย่อมตกแก่ประชาชน ไม่ว่าใครถูกหรือผิด
ผมจึงคิดว่า
กลยุทธ์นี้สมควรอย่างยิ่งที่จะนำมาใช้
และประชาชนควรสนับสนุนมากกว่ารู้สึกเบื่อหน่าย
แต่เพื่อให้การตรวจสอบของนักการเมืองเป็นไปเพื่อประโยชน์ประชาชนแท้จริง
ทุกฝ่ายควรช่วยกันสร้างวัฒนธรรมการตรวจสอบที่เป็นธรรมแก่ทั้งฝ่ายผู้กล่าวหา
และผู้ถูกกล่าวหา
ซึ่งอาจทำได้โดยการให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบพฤติกรรมนักการเมือง
เข้ามาทำงานร่วมกับ กกต.ด้วย
ยิ่งมีกลไกการมีส่วนร่วมตรวจสอบจากหลายๆ ฝ่าย
การเมืองไทยจะยิ่งใสสะอาดมากขึ้น
น่าเสียใจอยู่เรื่องหนึ่ง
คือ การที่นายกรัฐมนตรีมองการตรวจสอบนี้
เป็นการเมืองน้ำเน่าของพรรคคู่แข่ง
แทนที่จะส่งเสริมให้เกิดการตรวจสอบปราบปรามการทุจริต
ความเลวร้ายที่ผู้สมัครได้กระทำ และควรให้ความยุติธรรม
ไม่ว่ากับพรรคใดก็ตาม
เพราะหากผู้นำประเทศยังไม่ส่งเสริมการตรวจสอบระหว่างกัน
ย่อมน่าสงสัยว่าจะนำประเทศไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงได้อย่างไร
ที่สำคัญ
ประชาชนคงไม่ต้องสงสัยว่า การคอร์รัปชันคงเฟื่องฟูต่อไปอย่างแน่นอน
การเมืองไม่ใช่เรื่องน้ำเน่าที่เราไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง
แต่เป็นเรื่องที่เราทุกคนควรเข้ามามีส่วนร่วม
เพราะประเทศชาติเป็นของเราทุกคน
นักการเมืองเป็นผู้แทนที่เราเลือกเข้าไปทำหน้าที่แทนคนทั้งประเทศ
จึงไม่ควรอย่างยิ่งที่จะปล่อยให้การเมืองเป็นเรื่องของคนส่วนน้อยที่พยายามตัดตอนการตรวจสอบ
ยกเลิกการถ่วงดุลอำนาจ
แต่ภูมิใจในการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดมากกว่า
http://www.bangkokbiznews.com/2005/01/27/comment/index.php?news=column_16176384.html
|