ทัศนคติ

ข้อมูลจากธนาคารโลก บ่งชี้ว่า ประเทศที่ประชาชนมีความรักชาติมากจะมีการคอร์รัปชันต่ำ ประชาชนจะสนใจเพื่อนร่วมชาติ และไม่ละเมิดกฎหมาย สิทธิของผู้อื่น ส่งผลให้ประชาชนมีความสุข โดยคนที่ทำร้ายสังคมหรือคอร์รัปชันจะถูกต่อต้านและคว่ำบาตร ในทางตรงกันข้าม ประชาชนที่ไม่รักชาติ จะทำลายซึ่งกันและกัน เพื่อประโยชน์ส่วนตัว ไม่สนใจเรื่องการฉ้อฉล กลโกง และความพินาศของประเทศ พฤติกรรมดังกล่าวย่อมนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจ และความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งส่งผลร้ายต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศโดยตรง

การรักชาติ นับเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการสร้างชาติ คำถามสำคัญ คือ ควรรักชาติอย่างไร และความรักแบบใดที่นำไปสู่การสร้างชาติที่แท้จริง

โดยทั่วไป ความรักมีหลากหลายนิยามและรูปแบบ ส่วนมากจะเป็นการอธิบายและพรรณนาถึงลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน แต่ความรักที่จะนำการสร้างชาตินั้น จำเป็นต้องใช้ “ความรักแท้”

ความรักแท้ ตามมุมมองของผม คือ ความรักที่มีความอารยะ หรือที่ผมเรียกว่า “อารยความรัก” ซึ่งผมให้นิยามอย่างเข้าใจง่าย ๆ ว่า

    การทำงานเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์ทุกคน เมื่อเราเติบโตพ้นวัยเด็ก เราจะเข้าสู่ ?วัยทำงาน? ซึ่งเป็นช่วงวัยที่เราต้องอยู่ยาวนานที่สุดในชีวิตของคน ๆ หนึ่ง หากพิจารณาจากนิยามคนวัยทำงาน ซึ่งกำหนดไว้ว่า มีอายุ 15-59 ปี หรือใช้เวลา 44 ปี ของชีวิตในการทำงาน สมมติแต่ละคนใช้เวลาส่วนใหญ่ในการทำงาน วันละ 8-9 ชั่วโมง ตลอดอายุจะใช้เวลาทำงาน เฉลี่ยประมาณ 53,000 ชั่วโมง ... เท่ากับว่า เราใช้เวลามากกว่าครึ่งชีวิต ในการทำงาน (หากเราเสียชีวิตตอนอายุ 80 ปี)!!

ผลการวิจัยพฤติกรรมของวัยรุ่นในปัจจุบัน ของกระทรวงสาธารณสุขพบว่า นักเรียนระดับ ม.1- ม.6 ใน กทม. ร้อยละ 7.3 เคยผ่านการมีเพศสัมพันธ์มาแล้ว ช่วงอายุที่มีเพศสัมพันธ์เร็วขึ้นคืออยู่ระหว่าง 13-15 ปี

เรื่องที่น่าห่วงใยอีกประการคือ ในวันวาเลนไทน์ปีที่ผ่านมาพบว่า วัยรุ่นร้อยละ 8 ตั้งใจมีเพศสัมพันธ์ในวันนั้น โดยเห็นว่าเป็นวันแสดงออกการมอบรักและมีเพศสัมพันธ์กัน จึงอาจเป็นไปได้ว่า วันวาเลนไทน์ในปีนี้อาจมีวัยรุ่นจำนวนไม่น้อยที่ยอมเสียตัวเพื่อแสดงความรักต่อกัน