หากจะปรับแอดมิสชั่นส์: ต้องรอบคอบ มีงานวิจัยรองรับ

* ที่มาของภาพ http://www.lowpriceinsure.com/images/1160231156/kid%20computer.jpg

ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) มีแนวคิดการนำคะแนนสะสมความดีมาเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อสถาบันอุดมศึกษา ในระบบแอดมิสชั่นส์ ซึ่งอาจเริ่มใช้ในปีการศึกษา 2554 เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนและครู ได้เรียนรู้และปฏิบัติเชิงคุณธรรมอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ซึ่งเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ศธ. และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้ประชุมร่วมกัน และมีมติให้นำการทำกิจกรรมคุณธรรมความดีมาเป็นองค์ประกอบ

หากจะวิเคราะห์นับตั้งแต่มีการใช้ระบบแอดมิสชั่นส์ครั้งแรกเมื่อปี 2549 พบว่า มีการปรับเปลี่ยนในรายละเอียดองค์ประกอบแอดมิสชั่นส์บ่อยครั้ง อาทิ แอดมิสชั่นส์ปีการศึกษา 2550 ได้เปลี่ยนข้อสอบ A-NET ให้เป็นปรนัยหมด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการตรวจข้อสอบดังเช่นในปีการศึกษา 2549 และเมื่อเดือนมิถุนายน 2550 ทปอ. เพิ่งประกาศใช้องค์ประกอบการสอบแอดมิสชั่นส์ ปีการศึกษา 2553 โดยการสอบ O-NET ได้เพิ่มกลุ่มสาระการเรียนรู้ในจาก 5 เป็น 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ซึ่ง 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่เพิ่มเข้ามา ได้แก่ สุขศึกษาและพลศึกษา การงานอาชีพและเทคโนโลยี และศิลปะ และเอา Aptitude Test มาแทนการสอบ A-NET แบ่งเป็นการวัดความถนัดทั่วไป และการวัดความถนัดเฉพาะวิชาชีพ และยังมีแนวคิดที่จะนำคะแนนสะสมความดีมาเป็นองค์ประกอบในระบบแอดมิสชั่นส์ในปีการศึกษา 2554 ซึ่งหากนำมาใช้จริง จะผิดจากข้อตกลงที่ต้องประกาศองค์ประกอบแอดมิสชั่นส์ใหม่ล่วงหน้าอย่างน้อย 3 ปี

ผมจึงมีความเป็นห่วงว่า การมีการปรับเปลี่ยนองค์ประกอบแอดมิสชั่นส์บ่อยครั้ง ในระยะเวลาแค่ 2 ปี หากไม่ดำเนินการอย่างรอบคอบ อาจทำให้ผู้เรียน พ่อแม่ผู้ปกครอง รวมถึงผู้ปฏิบัติงานในสถานศึกษาเกิดความสับสน อีกทั้ง ประชาชนอาจไม่ไว้วางใจการทำงานของ ศธ. สกอ. และ ทปอ. เพราะมติที่กลับไปกลับมา ดังนั้น เพื่อให้ประชาชนไว้วางใจการทำงานของ ศธ. สกอ. และ ทปอ. และเพื่อป้องกันผู้เรียนไม่ให้ตกเป็นหนูทดลองซ้ำแล้วซ้ำอีก ควรมีความรอบในการปรับเปลี่ยนองค์ประกอบแอดมิสชั่นส์

ดังนั้น การตัดสินใจเกี่ยวกับองค์ประกอบแอดมิสชั่นส์ของ ศธ. สกอ. และ ทปอ. ควรตัดสินใจครั้งเดียวให้รอบคอบมากที่สุด ไม่กลับไปกลับมาหรือปรับเปลี่ยนบ่อย เนื่องจากมีผลต่อผู้เรียนทั้งประเทศ ซึ่งการที่จะตัดสินใจลงมติใช้อย่างรอบคอบเพียงครั้งเดียว ต้องเกิดจากการศึกษาวิจัยล่วงหน้า มีการเปรียบเทียบผลดีผลเสียกับองค์ประกอบเดิมที่เคยดำเนินการมา วิเคราะห์ผลกระทบเชิงบวกและเชิงลบของการปรับเปลี่ยนองค์ประกอบแอดมิสชั่นส์ โดยการศึกษาวิจัยนั้น ไม่ควรเป็นการศึกษาวิจัยกันเองภายใน แล้วนำไปสรุปเป็นมติที่ประชุม แต่ควรให้นักวิชาการจากภาคส่วนอื่น รวมถึงภาคประชาชนเข้ามีส่วนร่วมแสดงความเห็นด้วย และควรมีช่องทางนำเสนองานวิจัยสู่สาธารณชนด้วย เพื่อให้ภาคประชาสังคมมีส่วนใช้เป็นข้อมูลในการพิจารณาและแสดงความเห็น

ก่อนสรุปเกี่ยวกับแอดมิสชั่นส์ เพราะการจะกำหนดกติกาการศึกษาใด จำเป็นต้องคิดอย่างรอบคอบ มีการศึกษาวิจัยรองรับ และประกาศใช้เมื่อมีความพร้อม เพื่อเกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับผู้เรียน

แสดงความคิดเห็น

0
เผยแพร่: 
0
เมื่อ: 
2007-10-30