เปิดเสรีไทย ? ญี่ปุ่น แค่การจองพื้นที่หรือไม่

วันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา รัฐบาลไทยและญี่ปุ่นสามารถบรรลุข้อตกลงกันในระดับนโยบาย เกี่ยวกับการเปิดเสรีทางการค้า โดยสินค้าที่ญี่ปุ่นลดภาษี/ให้โควตานำเข้าแก่ไทยเหลือศูนย์ทันที อาทิ กุ้งสด กุ้งต้ม กุ้งแช่เย็น แช่แข็งและกุ้งแปรรูป สินค้าที่ญี่ปุ่นยอมลดภาษีให้แต่ยังไม่เป็นศูนย์ในทันที อาทิ ไก่ปรุงสุก ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง และสินค้าที่ญี่ปุ่นให้โควตานำเข้า อาทิ กล้วย แป้งมันสำปะหลังแปรรูปใช้ในอุตสาหกรรม กากน้ำตาล รวมสินค้าทั้งหมด 7,000 รายการ ด้านสินค้าที่ไทยลดภาษี/ให้โควต้านำเข้าแก่ญี่ปุ่น อาทิ ยานยนต์ชิ้นส่วนในส่วนของ OEM ที่มีอัตราภาษีเกิน 20% ลดภาษีเหลือ 20% ในปี 2550 และลดเหลือ 0% ในปี 2554, รถยนต์สำเร็จรูปขนาดมากกว่า 3,000 ซีซีขึ้นไป จะลดภาษีแบบขั้นบันได และเหล็ก โดยแบ่งเป็น เหล็กรีดร้อนที่ไม่มีการผลิตในไทย จะยกเลิกภาษีทันที เหล็กรีดร้อนที่ไทยผลิตได้ไม่พอ จะให้โควต้าปลอดภาษี และเหล็กรีดร้อนอื่น ๆ และนอกโควตา จะคงภาษีไว้ 10 ปี และยกเลิกภาษีในปีที่ 11

ผมได้วิเคราะห์ข้อตกลงดังกล่าวว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร ใครจะได้ประโยชน์ และใครจะเสียประโยชน์ โดยประเด็นหลักที่ค้นพบ คือ ข้อตกลงยังห่างไกลจากการเปิดเสรีอย่างสมบูรณ์ เนื่องจากข้อตกลงยังคงมีข้อจำกัดมาก เช่น สินค้าที่เป็นเป้าหมายของทั้งสองประเทศคือ สินค้าเกษตรและยานยนต์ เปิดเสรีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น แม้ญี่ปุ่นจะเปิดเสรีผัก ผลไม้ และกุ้ง แต่สินค้าเกษตรหลัก ๆ ที่ไทยส่งออก แต่ยังไม่มีการเปิดเสรีให้กับไทย เช่น ข้าว และน้ำตาล ในขณะที่ ไทยเปิดเสรียานยนต์และเหล็กให้ญี่ปุ่นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น

ดังนั้นผลจากการเจรจาที่ยังไม่มีการเปิดเสรีอย่างเต็มที่ น่าจะทำให้ไทยไม่ได้รับผลประโยชน์หรือผลกระทบมากนัก ผมได้วิเคราะห์ข้อตกลง FTA ไทย-ญี่ปุ่นด้วยแบบจำลองวิเคราะห์การค้าโลก (GTAP) ในกรณีที่มีการลดภาษีนำเข้ายานยนต์และชิ้นส่วนลงปีละ 4% (ลด 20% ใน 5 ปี) และลดภาษีนำเข้าผัก ผลไม้ และสิ่งทอเหลือ 0% พบว่า

ประการที่หนึ่ง จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาคเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไทยจะลดลง 0.03%, ดุลการค้าของไทย จะขาดดุลมากขึ้น 9.19 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการลงทุนจะเพิ่มขึ้น 0.05%

ประการที่สอง โครงสร้างการผลิตของอุตสาหกรรมต่าง ๆ จะเปลี่ยนแปลงไม่มากนัก โดยอุตสาหกรรมที่จะได้รับประโยชน์ (ผลผลิตมากขึ้น) ได้แก่ ผัก ผลไม้ และถั่ว เพิ่มขึ้น 0.15% ด้านสิ่งทอ เพิ่มขึ้น 0.17% เครื่องนุ่งห่ม เพิ่มขึ้น 0.04% และอุตสาหกรรมที่จะเสียประโยชน์ (ผลผลิตลดลง) ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วนในประเทศไทยจะมีผลผลิตลดลง 0.98% ในแต่ละปี

ท่าทีของญี่ปุ่น ในการตกลง FTA ครั้งนี้ ญี่ปุ่นไม่ต้องการเปิดเสรีภาคเกษตร เพราะเป็นสินค้าอ่อนไหว โดยเฉพาะข้าว และน้ำตาล เกษตรกรญี่ปุ่นมีอำนาจต่อรองมาก โอกาสในการเปิดเสรีอย่างเต็มรูปแบบ จึงเป็นไปได้ยากมาก ญี่ปุ่นเพียงต้องการจองพื้นที่ และดูท่าทีการเจรจา FTA ของไทยกับมหาอำนาจอื่น ๆ เช่น สหรัฐ จีน เพื่อใช้เป็นเงื่อนไขในการเจรจาต่อรองกับไทยด้วย เพราะญี่ปุ่นต้องการแข่งขันกับประเทศมหาอำนาจอื่น และไม่ต้องการเสียเปรียบประเทศมหาอำนาจอื่น

0
เผยแพร่: 
0
เมื่อ: 
2005-08-10