รัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน ชุมชน : สามประสานแก้ปัญหาความจน

ในระหว่างการเดินทางตรวจราชการในพื้นที่ภาคอีสาน รักษาการนายกฯ ได้เกิดแนวคิดในการแก้ปัญหาความยากจน จากการบอกกล่าวของเจ้าหน้าที่ในอำเภออาจสามารถว่า หากมีงบประมาณ 250 ล้านบาท จะสามารถแก้ปัญหาความยากจนใน อ.อาจสามารถได้ รักษาการนายกฯ จึงคิดว่าหากขยายแนวทางนี้ไปใช้กับ 800 อำเภอทั่วประเทศ โดยการให้เงินอำเภอละ 250 ล้านบาท ซึ่งรักษาการนายกฯ เชื่อว่าเป็นจำนวนเงินที่ไม่มาก

ผมไม่แน่ใจว่าวิธีการในการแก้ความยากจนของรักษาการนายกฯ จะสามารถแก้ปัญหาความยากจนได้จริงหรือไม่ เพราะวิธีคิดของนายกฯ ในการแก้ปัญหายังคงเหมือนเดิม คือ แก้ปัญหาแบบปูพรม ทุกพื้นที่ได้เงินเท่ากันหมด ทั้งที่ความยากจนในแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน และยังคงเป็นการแก้ปัญหาโดยใช้เงินเป็นตัวตั้ง ซึ่งไม่มีหลักประกันว่าหากแต่ละอำเภอได้เงินงบประมาณอำเภอละ 250 ล้านบาทจะสามารถแก้ปัญหาความยากจนได้

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่า งบประมาณจำนวนมากเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจนได้ คือ การแก้ปัญหาความยากจนในจังหวัดเชียงใหม่ ที่สภาพัฒน์ระบุว่าได้รับงบประมาณลงพื้นที่ตั้งแต่ปี 2544-2549 กว่าแสนล้านบาท หรือประมาณ 2 หมื่นล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นอำเภอละ 833 ล้านบาทต่อปี แต่ผลปรากฏว่าจังหวัดเชียงใหม่ยังคงมีจำนวนคนจนและคนที่เสี่ยงต่อความยากจนเป็นจำนวนมาก โดยในปี 2544 มีสัดส่วนคนจนร้อยละ 5.61 ปี 2545 สัดส่วนคนจนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 7.4 และ ปี 2547 มีการเปลี่ยนแปลงเส้นความยากจน ทำให้สัดส่วนคนจนเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 18.59 ของประชากรในจังหวัดเชียงใหม่

ตัวเลขดังกล่าวเป็นบทพิสูจน์เบื้องต้นว่า แนวคิดของรักษาการนายกฯ ที่จะให้เงินทุกอำเภอ ๆ ละ 250 ล้านบาท ไม่อาจสามารถแก้ปัญหาความยากจนได้

นอกจากแนวคิดในการแก้ปัญหาความยากจนที่ควรมีการทบทวน ผมเห็นว่าอีกสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลควรทบทวนคือ การแก้ปัญหาความยากจนที่พึ่งเฉพาะกลไกของรัฐเป็นหลัก แต่กลไกของรัฐในปัจจุบันมีงานประจำที่ต้องรับผิดชอบจำนวนมาก การฝากภาระทั้งหมดไว้ที่กลไกดังกล่าวจึงไม่ใช่แนวทางที่ดีที่สุด หรือหากจะตัดตอนนำงบฯ ไปให้ชุมชนโดยตรงอาจเหมาะสมสำหรับบางชุมชนเท่านั้น เพราะยังมีอีกหลายชุมชนที่ยังขาดความพร้อมในการบริหารจัดการการใช้งบฯ อย่างมีประสิทธิภาพ

ผมจึงคิดว่ากลไกหนึ่งที่รัฐไม่ควรมองข้าม คือ องค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ที่ทำกิจกรรมเกี่ยวกับความยากจนอยู่แล้ว ทำให้มีฐานความรู้และความเข้าใจในเรื่องความยากจนเป็นอย่างดี รวมทั้งอยู่ใกล้ชิดกับชุมชน รู้และเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ปัญหาหลักขององค์กรเหล่านี้ที่ทำให้มีส่วนพัฒนาชุมชนได้จำกัด คือ ขาดแคลนงบประมาณ

ฉะนั้นหากรัฐบาลนำเงินบางส่วนจัดสรรให้กับองค์กรพัฒนาเอกชน เพื่อเป็นแนวร่วมในการแก้ปัญหาความยากจนในลักษณะสามประสาน ไม่ใช่การให้งบประมาณเพื่อไปแจกจ่ายชาวบ้าน แต่เป็นการให้งบประมาณเพื่อจัดทำโครงการที่เป็นประโยชน์กับชุมชน นอกจากจะเป็นการแก้ไขข้อจำกัดของแต่ละกลไก ยังเป็นการรวมพลังในการแก้ปัญหาความยากจน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ และสิ่งสำคัญของกลไกในจัดสรรงบประมาณ คือ ระบบการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เงินทุกบาทที่เป็นภาษีของประชาชน ถูกนำมาใช้เพื่อประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง

0
เผยแพร่: 
0
เมื่อ: 
2006-08-17