ถ้ายังคงเลือกตั้ง ส.ว. ต้องเปลี่ยนรูปแบบ

หากยังคงให้วุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้งรูปแบบการเลือกตั้งวุฒิสมาชิก ตามรัฐธรรมนูญ 2540 ต้องมีการเปลี่ยนแปลง เพราะไม่ได้สะท้อนความเป็นตัวแทนประชาชนที่แท้จริง

เมื่อปี 2543 ผมได้ทำวิจัยเพื่อวิพากษ์และนำเสนอวิธีการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาไทย ภายใต้เขตเลือกตั้งจังหวัด โดยวิเคราะห์ด้วยเครื่องมือในการศึกษาที่เรียกว่า การจำลองสถานการณ์แบบมอนติคาร์โล (Monte Carlo Simulation) มาประกอบในการวิเคราะห์ เพื่อชี้ให้เห็นสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน
งานวิจัยฉบับนี้ได้ชี้ให้เห็นปัญหาสำคัญของระบบการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ส.ว. ที่ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง โดยกำหนดให้แต่ละจังหวัดมีจำนวน ส.ว. ไม่เท่ากัน และวิธีการลงคะแนนที่บังคับให้กาหมายเลขเลือกผู้สมัครได้เพียงเบอร์เดียวนั้น เกิดปัญหาสำคัญคือ ส.ว. บางคนที่ได้รับเลือกในบางจังหวัดจะไม่สะท้อนความเป็นตัวแทนของประชาชนส่วนใหญ่ในจังหวัด เนื่องจากอาจเกิดเหตุการณ์ที่ผู้สมัครที่เป็นที่นิยม ldquo;คนดังrdquo; ของประชาชนในจังหวัด ทำให้เกิดปรากฏการณ์ดึงคะแนนเสียงของประชาชนในจังหวัดไปในสัดส่วนที่สูง ส่งผลให้ผู้ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ว. ในลำดับถัดลงมา เกิดการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าจำนวนหลายคนเมื่อเทียบกับกรณีปกติที่ไม่มีคนดังลงสมัครรับเลือกตั้ง
ปัญหานี้จะเกิดกับจังหวัดที่มีผู้แทนได้มากกว่า 1 คนขึ้นไป โดยเฉพาะจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นในจังหวัดใหญ่อย่างเช่น กรุงเทพฯที่มี ส.ว. ได้ถึง 18 คน หรือ นครราชสีมาที่มี ส.ว. ได้ 8 คน เป็นต้น ผู้สมัครที่ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ว. จำนวนหลายคนในกรณีที่มีคนดังลงสมัคร จึงถูกกำหนดด้วยเสียงส่วนน้อยของผู้ลงคะแนนในจังหวัด แทนที่จะถูกกำหนดด้วยเสียงส่วนใหญ่ตามหลักประชาธิปไตยเสียงข้างมากแบบตัวแทน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ ส.ว. หลายคนที่ได้รับเลือกไม่สะท้อนความเป็นตัวแทนของคนส่วนใหญ่ในจังหวัดอย่างแท้จริง
ในงานวิจัย ผมได้นำเครื่องมือการคำนวณทางสถิติที่เรียกว่า Monte Carlo Simulation มาประยุกต์ใช้ เพื่อจำลองสถานการณ์การเลือกตั้ง ส.ว. ในกรณีที่มีคนดังเข้ามาสมัครและมีผู้ลงคะแนนให้เป็นจำนวนมาก เปรียบเทียบกับกรณีปกติที่ไม่มีคนดังลงสมัคร แล้ววัดจำนวน ส.ว. ที่เปลี่ยนแปลงไปในกรณีของการกา 1 หมายเลข เปรียบเทียบกับการกาได้มากกว่า 1 หมายเลขขึ้นไป เพื่อดูว่าจำนวนหมายเลขที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถกาได้ มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงตัว ส.ว. ที่ได้รับเลือกแตกต่างกันอย่างไร
จากผลการจำลองสถานการณ์กรณีการเลือกตั้ง ส.ว. กรุงเทพฯในการเลือกตั้งวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2543 พบว่า มีการเปลี่ยนแปลงจำนวน ส.ว. เปรียบเทียบกรณีการกาแบบต่าง ๆ อย่างมีนัยสำคัญ กรณีกาได้ 1 หมายเลขมีการเปลี่ยนแปลงจำนวน ส.ว. มากกว่าการกาได้เกิน 1 หมายเลขขึ้นไป เช่น กาได้ 2,3,4 hellip; 18 หมายเลข เป็นต้น
คำถามสำคัญ คือ ควรเลือก ส.ว. อย่างไร จึงจะทำให้ได้ ldquo;ตัวแทนrdquo; ประชาชนที่แท้จริง?

คำตอบที่ได้จากการวิจัยชิ้นนี้คือ ประชาชนมีสิทธิลงคะแนนตามจำนวน ส.ว. ในจังหวัด จึงสะท้อนตัวแทนประชาชนมากที่สุด
ในงานศึกษาชิ้นนี้ได้นำเสนอวิธีการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ส.ว. รูปแบบใหม่ (ภายใต้เงื่อนไขความจำกัดของกรอบรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 ในขณะนั้น) ที่ให้ ส.ว. เป็นตัวแทนระดับจังหวัด โดยเสนอให้ผู้ลงคะแนนเลือกตั้งสามารถกาหมายเลขที่ตนต้องการได้มากกว่า 1 หมายเลข แต่ไม่เกินจำนวน ส.ว. ที่จังหวัดนั้น ๆ พึงมีได้ ซึ่งจะทำให้การเปลี่ยนแปลงในตัว ส.ว. ลดน้อยลงกรณีที่มีคนดังเข้ามา อีกทั้ง ยังทำให้ ส.ว. ที่มาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนมีโอกาสได้รับเลือกตั้งมากกว่า อันทำให้ ส.ว. ในจังหวัดนั้น ๆ โดยส่วนใหญ่สะท้อนถึงความเป็นตัวแทนของประชาชนส่วนใหญ่ได้มากกว่าวิธีการกาหมายเลขได้เพียงหมายเลขเดียว
แม้ว่า งานศึกษาชิ้นนี้จะได้จัดทำขึ้นตั้งแต่ปี 2543 แต่งานศึกษาชิ้นนี้ยังคงคุณค่าในฐานะผู้เปิดมิติใหม่ทางความคิดในการเลือกตั้ง ส.ว. ไทย และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในวาระแห่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ เพื่อให้เกิดการพัฒนารูปแบบการเลือกตั้ง ส.ว. ที่มีความชอบธรรม เพราะ ส.ว. ที่ได้รับเลือกทุกคนสะท้อนความเป็นตัวแทนของประชาชนส่วนใหญ่ในเขตเลือกตั้งนั้น ๆ อย่างแท้จริง
นอกจากนี้ ยังสามารถนำมาปรับใช้กับการเลือก ส.ส.ได้ โดยหากให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.แบบรวมเขต ควรให้ประชาชนสามารถลงคะแนนเลือก ส.ส.ได้เท่ากับจำนวน ส.ส.ที่มีในเขตนั้น ๆ เช่น เขตเลือกตั้งมี ส.ส.3 คน ประชาชนควรลงคะแนนเลือกได้ 3 คน เป็นต้น จะทำให้ ส.ส.ที่ได้รับการเลือกตั้งในเขตนั้นสะท้อนความเป็นตัวแทนของประชาชนมากที่สุด