ความสำคัญในการดำรงอยู่ของศาลรัฐธรรมนูญ

บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ได้จัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญขึ้นในรูปแบบองค์กรศาล เพื่อทำหน้าที่แทนคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ โดยตรวจสอบกฎหมายที่รัฐสภาออกมาว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ รวมถึงเพื่อพัฒนาความเป็นตุลาการที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะสำหรับ และเป็นอิสระจากองค์กรทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม ระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา ได้เกิดข้อครหาว่าศาลรัฐธรรมนูญขาดความเป็นกลาง ถูกแทรกแซงทางการเมือง ทำให้ข้อวินิจฉัยขาดความเที่ยงธรรม และมีผลประโยชน์ทับซ้อนทางการเมือง และภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญจึงถูกล้มไปพร้อมกับรัฐธรรมนูญ เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2549 ประกาศใช้บังคับ ได้กำหนดให้มีคณะตุลาการรัฐธรรมนูญขึ้นเพื่อทำหน้าที่แทน ซึ่งอาจทำให้ต้องเผชิญกับปัญหาการกล่าวหาเดิม ๆ อีกครั้ง คือ การถูกแทรกแซง

คำถามสำคัญ คือ ศาลรัฐธรรมนูญควรมีอยู่หรือไม่? และ ถ้าคิดว่า ยังควรมีอยู่ จะต้องแก้ไขกระบวนการสรรหา อำนาจหน้าที่ หรือไม่ อย่างไร? ซึ่งผมคิดว่าคำตอบที่เหมาะสมควรเป็นดังนี้
ควรมีศาลรัฐธรรมนูญต่อไป

ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติโดยตรง จึงเห็นด้วยที่ควรจะยังคงให้มีศาลรัฐธรรมนูญเพื่อป้องกันมิให้มีการตรากฎหมายที่อาจไปละเมิดหรือลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน อีกทั้งเพื่อเป็นการปกป้องคุ้มครองรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ และควรพัฒนาองค์ความรู้และระบบภายในองค์กรให้มีความแข็งแกร่งจนไม่สามารถถูกแทรกแซงได้

ปรับเปลี่ยนกระบวนการสรรหา

ปัญหาที่ผ่านมาส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากกระบวนการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ยังให้น้ำหนักผู้เชี่ยวชาญการพิจารณาคดีทางกฎหมายมหาชนค่อนข้างน้อย รวมถึงการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านนิติศาสตร์และด้านรัฐศาสตร์ที่มีองค์กรสรรหาเพื่อเสนอให้วุฒิสภาพิจารณาคัดเลือกนั้น กลายเป็นช่องให้นักการเมืองเข้าแทรกแซงได้

ที่ผ่านมาจึงมีการเสนอให้แก้ไขการสรรหาหรือที่มาของตุลาการ ว่าควรยึดตามหลักการแบ่งแยกอำนาจ ต้องมีระบบตรวจสอบถ่วงดุล และไม่ควรผูกขาดอำนาจการสรรหาไว้กับคนเพียงบางกลุ่ม แต่การใช้วิธีนี้ ในสังคมไทยขณะนี้ อาจเป็นเรื่องยากในเชิงปฏิบัติ เพราะโอกาสถูกแทรกแซงเกิดขึ้นได้ แม้ในระบบที่เหมาะสม

ทางออกที่น่าจะเหมาะสมกว่า ผมขอเสนอว่าควรยึดตามหลักการตรวจสอบถ่วงดุลก่อน โดยเสนอว่าตุลาการรัฐธรรมนูญ ควรมีจำนวน 15 คน มีที่มา จาก 4 กลุ่ม ได้แก่

1) ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา คัดเลือกมา 4 คน
2) ที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุด คัดเลือกมา 4 คน
3) คณบดีคณะนิติศาสตร์ (มหาวิทยาลัยของรัฐ) เสนอรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิด้านนิติศาสตร์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชน จำนวน 8 คน และให้รัฐสภาคัดเลือกเหลือ 4 คน และ
4) คณบดีคณะรัฐศาสตร์ (มหาวิทยาลัยของรัฐ) เสนอรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิด้านรัฐศาสตร์ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการเมืองการปกครองและรัฐธรรมนูญไทยจำนวน 6 คน ให้รัฐสภาคัดเลือกเหลือ 3 คน

แบ่งตุลาการรัฐธรรมนูญออกเป็น 2 องค์คณะ

โดยแบ่งตามอำนาจหน้าที่ กล่าวคือ องค์คณะที่ 1 ทำหน้าที่วินิจฉัยคดีเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย องค์คณะที่ 2 ทำหน้าที่พิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับการเมือง

พัฒนาเป็นสถาบันที่มีระบบที่แข็งแกร่งในระยะยาว

ผมขอเสนอว่า ในระยะยาวควรพัฒนาให้เป็นสถาบันเหมือนกับศาลยุติธรรมและศาลปกครอง โดยให้มีการสอบคัดเลือกบุคลากรที่เหมาะสมเข้ามาดำรงตำแหน่งแทนการสรรหา ทั้งนี้ ควรพัฒนาองค์กรให้มีความมั่นคงในระยะยาว ไม่เป็นเพียงองค์กร ldquo;ชั่วคราวrdquo; เพื่อแก้ปัญหาการแทรกแซง และควรสร้างระบบการตรวจสอบถ่วงดุลกันระหว่างองค์กรศาล เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นใจของประชาชนในกระบวนการยุติธรรมของศาล ควรให้มีความโปร่งใส โดยสามารถตรวจสอบที่มาที่ไปของผู้มาดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ และไม่ควรให้ประชาชนเข้าแทรกแซงองค์กรศาลเพราะอาจถูกครอบงำได้ง่าย

ดังนั้น การดำรงอยู่ของศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นสิ่งสำคัญในการวางรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมืองของชาวไทยต่อไป เพื่อทำหน้าที่ตามเจตนารมณ์ โดยมีที่มาของกระบวนการสรรหาที่ต้องยึดหลักการตรวจสอบถ่วงดุล ขอบข่ายอำนาจหน้าที่ และการพัฒนาเป็นสถาบันที่มั่นคงในอนาคต
0
เผยแพร่: 
0
เมื่อ: 
2007-03-22