ขายหุ้นชินคอร์ป : ความไม่บกพร่องโดยไม่สุจริต

เรียนมิตรสหายที่เคารพรัก

เมื่อห้าปีที่แล้ว เราคงจำได้เป็นอย่างดีเกี่ยวกับคดีซุกหุ้นอันโด่งดังของท่านนายกฯทักษิณ ชินวัตร แม้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาให้ท่านนายกฯพ้นความผิดจากกรณีดังกล่าว จนกลายเป็นที่มาของวลีที่ว่า "ความบกพร่องโดยสุจริตrdquo; ถึงแม้ว่าจะไม่มีใครทราบว่านายกฯบกพร่องโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่คำพิพากษาดังกล่าวยังคงสร้างความเคลือบแคลงใจแก่ผู้ที่ไม่เห็นด้วยจนถึงทุกวันนี้

ห้าปีต่อมา ประเด็นที่เกี่ยวกับเรื่องหุ้นของครอบครัวท่านนายกฯ กลับมาเป็นข่าวโด่งดังอีกครั้ง นั่นคือการที่ ตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ายหุ้นกลุ่มชินคอร์ปทั้งหมดในมูลค่าถึงกว7 หมื่นล้านบาท ให้กับกองทุนเทมาเส็กของสิงคโปร์ การขายหุ้นครั้งมโหฬารครั้งนี้ถึงแม้ว่าจะไม่อาจหาความผิดในเชิงกฎหมายที่อาจทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีเหมือนในอดีต แต่ได้ทำให้เกิดข้อสงสัยอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับเจตนาอันไม่ชอบธรรม ซึ่งผมขอเรียกภาวะเช่นนี้ว่า ldquo;ความไม่บกพร่องโดยไม่สุจริตrdquo; ซึ่งเราสามารถเห็นได้จาก

ความตั้งใจหลบเลี่ยงภาษี การขายหุ้นชินคอร์ปครั้งนี้เป็นความจงใจหลบเลี่ยงภาษีอย่างชัดเจน สังเกตได้จากความพยายามโอนหุ้นที่ถือโดยนิติบุคคลทั้งหมดกลับมาอยู่ในมือของบุคคลก่อนที่จะทำการซื้อขายหุ้น โดยการโอนหุ้นจากกองทุนในต่างประเทศที่ไม่ระบุชื่อผู้ลงทุนมาเป็นหุ้นของบุตรของท่านนายกฯ แล้วจึงทำการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เพราะหากเป็นการขายหุ้นโดยนิติบุคคลจะต้องเสียภาษี แต่การขายหุ้นของบุคคลธรรมดาในตลาดหลักทรัพย์ไม่ต้องเสียภาษีอันเกิดจากกำไรจากการขายหุ้น ในความเป็นจริงหลักเกณฑ์นี้ทางตลาดหลักทรัพย์ได้ตั้งไว้เพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนทั่วไปเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้น แต่กลับถูกใช้เป็นช่องทางในการหลบเลี่ยงภาษี

ความตั้งใจเอาเปรียบผู้ถือหุ้นรายย่อย เทมาเส็กในนามของบริษัทลูก 2 แห่ง คือ บริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้งส์ จำกัด และบริษัท แอสเพน โฮลดิ้งส์ จำกัด ร่วมกับนักลงทุนไทยเพื่อเข้ามาเป็นพันธมิตรร่วมซื้อหุ้นชินคอร์ปร้อยละ 49.595 ของทุนชำระแล้วของบริษัท ซึ่งทำให้บริษัทลูกแต่ละแห่งถือหุ้นไม่เกินร้อยละ 25 ซึ่งตามหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการกำกับตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) หากผู้ซื้อถือหุ้นไม่เกินร้อยละ 25 ไม่จำเป็นต้องทำต้องทำคำเสนอซื้อ (tender offer) แก่นักลงทุนรายย่อย เราจะเห็นได้ว่าท่าทีของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่ร่วมมือกับเทมาเส็กออกแบบข้อตกลงการซื้อขายเช่นนี้ น่าจะเป็นความพยายามปิดโอกาสไม่ให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยเสนอขายหุ้นกับเทมาเส็ก เพราะเกรงว่าเทมาเส็กจะไม่ตกลงดีลซื้อขายครั้งนี้ เพราะหากต้องทำคำเสนอซื้อ เทมาเส็กจะต้องใช้เงินเข้ามาซื้อมากกว่านี้หลายเท่า จึงนับว่าเป็นความตั้งใจร่วมมือกับต่างชาติเพื่อเอาเปรียบผู้ถือหุ้นรายย่อยในประเทศไทย

ความตั้งใจแก้ไขกฎหมายเพื่อประโยชน์ส่วนตัว การซื้อขายหุ้นครั้งนี้มีการเตรียมการมาเป็นเวลานาน สังเกตได้จากการแก้ไขพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม .. 2544 โดยออก พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2549 ที่แก้ไขให้ต่างชาติเข้ามาถือหุ้นในกิจการโทรคมนาคมได้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 25 เป็นร้อยละ 49 ประเด็นที่น่าสังเกตคือ พ.ร.บ.มีผลบังคับใช้ในวันเสาร์ที่ 21 ม.ค. 2549 และการขายหุ้นเกิดขึ้นทันทีในวันจันทร์ที่ 23 ม.ค. 2549 ซึ่งเป็นวันแรกที่ตลาดหุ้นเปิดทำการซื้อขายหลังจากวันที่ พ.ร.บ.มีผลบังคับใช้ ซึ่งไม่น่าจะเป็นเหตุบังเอิญ แต่น่าจะเป็นความตั้งใจของผู้ซื้อและขายหุ้นครั้งนี้

ด้วยเหตุนี้วัตถุประสงค์หลักที่รัฐบาลออก พ.ร.บ.ฉบับนี้จึงมิใช่เพื่อประโยชน์ของประชาชนในการได้รับบริการที่ดีขึ้นตามที่ระบุไว้ท้าย พ.ร.บ.ฉบับนี้ แต่เป็นความตั้งใจแก้ไขกฎหมายเพื่อเปิดทางให้ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของชินคอร์ปสามารถขายกิจการโทรคมนาคมให้ต่างชาติได้โดยสะดวก เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่านักลงทุนในประเทศไม่มีเงินเพียงพอจะซื้อหุ้นจำนวนมากเช่นนี้ได้ การแก้ไข พ.ร.บ.ดังกล่าวจึงทำให้ต่างชาติสามารถเข้ามาใช้ประโยชน์จากทรัพยากรคลื่นความถี่ของประเทศไทย รวมทั้งได้รับประโยชน์จากสัมปทานและเงื่อนไขที่ทำให้เอไอเอสได้เปรียบผู้ให้บริการรายอื่นด้วย

ผมคิดว่า ผู้ที่อยู่ในฐานะของผู้นำประเทศ ไม่ควรแม้แต่จะเกิดภาวะ "ความบกพร่องโดยสุจริตrdquo; อย่างไรก็ตาม หากเป็นความผิดพลาดโดยสุจริตจริง อาจเป็นสิ่งที่ให้อภัยได้ แต่ในกรณีที่ผู้นำประเทศเกิดภาวะ ldquo;ความไม่บกพร่องโดยไม่สุจริตrdquo; เป็นสิ่งที่ให้อภัยไม่ได้เลย

0
เผยแพร่: 
0
เมื่อ: 
2006-01-26