ข้อสังเกตต่อวิธีการดำเนินโครงการรถไฟฟ้า 3 สาย

เรียนมิตรสหายที่เคารพรัก

ข้อสรุปเบื้องต้นในการดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าทั้ง 3 สาย รัฐบาลรักษาการกำหนดให้มีการดำเนินการด้วยวิธีการจ้างออกแบบควบคู่ไปกับการก่อสร้าง (Design and Build) โดยรัฐจะจัดหาแหล่งเงินกู้ไว้รองรับ แต่เปิดช่องให้เอกชนสามารถเสนอแผนการเงินได้

วิธีการออกแบบควบคู่ไปกับการก่อสร้างเป็นวิธีการจ้างผู้รับเหมารายเดียวทำหน้าที่ทั้งการออกแบบและก่อสร้าง ซึ่งเป็นวิธีการใหม่ที่มีการนำมาใช้มากขึ้น ในต่างประเทศ อย่างไรก็ดี วิธีการนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสียเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการเดิม คือ ออกแบบ-ประมูล-ก่อสร้าง (Design-Bid-Build)

การจ้างออกแบบควบคู่ไปกับการก่อสร้างมีข้อดี คือ หน่วยราชการไม่ต้องเผชิญความขัดแย้งและข้อพิพาทระหว่างผู้ออกแบบกับผู้รับเหมาก่อสร้าง ผู้ก่อสร้างมีส่วนร่วมในการออกแบบ การดำเนินโครงการมีความยืดหยุ่นและใช้เวลาสั้นกว่า ค่าก่อสร้างแน่นอน และหน่วยราชการไม่ต้องมีผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก

แต่วิธีการนี้มีข้อเสีย คือ เอกสารประมูลไม่มีรายละเอียด การพิจารณาผู้ชนะการประมูลไม่มีเกณฑ์ชัดเจน การควบคุมคุณภาพการก่อสร้างเป็นไปได้ยาก และผู้รับเหมาขนาดเล็กไม่สามารถเข้ามาแข่งขันได้

ส่วนวิธีการออกแบบ-ประมูล-ก่อสร้าง เป็นการดำเนินโครงการโดยการว่าจ้างที่ปรึกษาออกแบบโครงการโดยละเอียดเสียก่อน แล้วจึงเปิดประมูลเพื่อคัดเลือกผู้รับเหมามาทำการก่อสร้างตามแบบที่ได้ออกแบบไว้ ซึ่งมีข้อดีและข้อเสียตรงกันข้ามกับข้อเสียและข้อดีของวิธีการออกแบบควบคู่ไปกับการก่อสร้าง

การเลือกวิธีการดำเนินโครงการจึงขึ้นอยู่กับลักษณะของโครงการแต่ละโครงการ การให้น้ำหนักกับข้อดีและข้อเสียในแต่ละประเด็น รวมทั้งสถานการณ์ของประเทศในช่วงเวลาที่ดำเนินการก่อสร้างเป็นสำคัญ

จากการติดตามโครงการรถไฟฟ้ามาโดยตลอด ผมมีข้อสังเกตเกี่ยวกับวิธีการจ้างออกแบบควบคู่ไปกับการก่อสร้างสำหรับโครงการรถไฟฟ้า 3 สายนี้ ดังต่อไปนี้

เหมาะสมหรือไม่ เหตุผลสำคัญของการใช้วิธีการจ้างออกแบบควบคู่ไปกับการก่อสร้าง คือความยืดหยุ่นของการดำเนินงาน เพราะการจ้างในรูปแบบนี้เป็นการออกแบบไป ก่อสร้างไป จึงเหมาะสมกับโครงการที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว แต่ระยะเวลาในการก่อสร้างกลับค่อนข้างยาวนาน การใช้วิธีการจ้างรูปแบบนี้จะทำให้ได้เทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด

คำถามคือ จริงหรือไม่ที่งานทุกส่วนของโครงการรถไฟฟ้ามีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ในความเป็นจริง มีเพียงระบบรถไฟฟ้าเท่านั้นที่เทคโนโลยีน่าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่งานด้านโยธา เช่นการก่อสร้างอุโมงค์และสถานีรถไฟฟ้า ไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีรวดเร็วนัก ผมจึงเห็นด้วยกับสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่เสนอว่า ควรแยกงานโยธาออกจากงานระบบรถไฟฟ้า

ผมเห็นว่า รัฐบาลควรใช้วิธีการจ้างแบบผสม กล่าวคือการออกแบบอย่างเจาะจงและชัดเจนสำหรับงานโยธาที่ไม่มีผลกระทบต่อระบบรถไฟฟ้า และเปิดให้มีความยืดหยุ่นได้ในงานระบบรถไฟฟ้า ด้วยเหตุผลที่เทคโนโลยีระบบรถไฟฟ้ามีการเปลี่ยนแปลงเร็ว และเพื่อเปิดกว้างให้มีการแข่งขันของระบบรถไฟฟ้าแบบต่าง ๆ แต่กระนั้นร่างเอกสารประกวดราคาในโครงรถไฟฟ้าทั้ง 3 สายนั้น กลับเปิดกว้างมากเกินไป โดยได้ให้ผู้ยื่นประมูลเสนอได้แม้กระทั่งเส้นทางของรถไฟฟ้า ซึ่งเป็นรายละเอียดที่รัฐบาลควรจะมีความชัดเจนแล้ว

ซ้ำซ้อนหรือไม่ เหตุที่ตั้งข้อสังเกตเช่นนี้เนื่องจากเมื่อปี 2546 รัฐบาลทักษิณ 1 ได้อนุมัติดำเนินการออกแบบรายละเอียด และก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงบางใหญ่ - ราษฎร์บูรณะ ช่วงบางใหญ่ ndash; บางซื่อ โดยการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้ใช้งบประมาณไปแล้วประมาณ 300 ล้านบาท ในการจ้างที่ปรึกษาศึกษารายละเอียดความเหมาะสม ออกแบบรายละเอียด และจัดทำเอกสารประกวดราคาโครงการฯ

คำถามคือ ในเมื่อรถไฟฟ้าสายสีม่วงได้มีการออกแบบในรายละเอียดและจัดทำเอกสารประกวดราคาโครงการฯ ไปแล้ว เหตุใดรัฐบาลจึงใช้วิธีการจ้างออกแบบควบคู่ไปกับการก่อสร้างอีก การเลือกรูปแบบการดำเนินการดังกล่าวเป็นการทำงานที่ซ้ำซ้อน ทำให้เกิดการสิ้นเปลืองงบประมาณหรือไม่

โปร่งใสหรือไม่ เอกสารการประมูลที่กำหนดขอบเขตงานที่กว้างขวางมาก และการเปิดกว้างให้ผู้ที่ยื่นประมูลสามารถเสนอเงื่อนไขในการก่อสร้างโครงการฯ ได้อย่างยืดหยุ่นมาก ประกอบกับการพิจารณาคัดเลือกผู้ประมูลโดยที่ยังขาดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน แต่การตัดสินใจขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคณะกรรมการที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้น ทำให้ประชาชนเกิดความไม่มั่นใจว่า การประมูลโครงการนี้จะโปร่งใสหรือไม่

ยิ่งไปกว่านั้น ข้อเสียสำคัญของวิธีการจ้างออกแบบควบคู่ไปกับการก่อสร้าง คือความสามารถของผู้ว่าจ้างในการควบคุมการออกแบบและควบคุมคุณภาพของการก่อสร้างโครงการลดลง และความจำกัดในการมีส่วนร่วมของประชาชนตั้งแต่กระบวนการออกแบบโครงการ ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ว่า การก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าทั้ง 3 สายจะมีคุณภาพหรือไม่ และจะมีการดำเนินการที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้รับเหมาหรือไม่

ประการสำคัญ การที่รัฐบาลรักษาการเป็นผู้ตัดสินใจเปิดประมูลโครงการนี้ นอกจากจะทำให้เกิดเสียงครหาว่าเป็นความไม่เหมาะสมที่รัฐบาลรักษาจะสร้างภาระผูกพันไปยังรัฐบาลชุดหน้าแล้ว การที่รัฐบาลที่มีข้อกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างหนาหู พยายามรีบเร่งดำเนินโครงการในช่วงที่ยังไม่มีรัฐสภาเข้ามาตรวจสอบ โดยอ้างความต้องการของประชาชนและราคาน้ำมัน ทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งยิ่งไม่มั่นใจว่า การดำเนินโครงการนี้จะมีความโปร่งใสหรือไม่

แม้วิธีการออกแบบพร้อมกับการก่อสร้างมีหลักการที่ดี แต่การนำวิธีนี้มาใช้ รัฐบาลต้องพิจารณาความเหมาะสมเป็นรายโครงการ และตั้งคำถามกับตนเองว่า สถานะของรัฐบาลในเวลานี้เหมาะสมที่จะเป็นผู้ดำเนินโครงการนี้ ด้วยวิธีการนี้หรือไม่

0
เผยแพร่: 
0
เมื่อ: 
2006-08-03