เกรียงศักดิ์หวั่นคนกรุงเทพ ฯ ชวดรถไฟฟ้า เรียกร้องรัฐเร่งลงทุนโครงการขนาดใหญ่

* ที่มาของภาพ http://www.sorayut.net/upload/event/13-04-05-23-38-12.jpg

กรณีที่มีข่าวว่า การก่อสร้างรถไฟฟ้า 3 สาย มูลค่า 1.65 แสนล้านบาท อาจเริ่มดำเนินการได้ไม่ทันภายในรัฐบาลชุดนี้ โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง โดยสาเหตุมาจากการที่ธนาคารเพื่อความร่วมมือแห่งประเทศญี่ปุ่น (เจบิก) ยังไม่สามารถตกลงเรื่องอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 8.4 หมื่นล้านบาทในโครงการรถไฟฟ้า 3 เส้นทางได้ เนื่องจากเจบิกขอขึ้นดอกเบี้ยจากที่เคยตกลงกับรัฐบาลไทยไว้อัตราพิเศษที่ร้อยละ 0.75 ต่อปี

ผมเห็นว่ารัฐบาลควรสร้างความชัดเจนว่า จะมีการสร้างรถไฟฟ้าต่อไป เพราะโครงการลงทุนขนาดใหญ่มีความจำเป็นต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในปีหน้าที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากปัญหาซับไพร์ม ทำให้ส่งออกไม่ขยายตัวมากเหมือนปีนี้ ตามเงื่อนไขเงินกู้สกุลเงินเยน (ดูตาราง) การที่เจบิกคิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ร้อยละ 1-1.5 เพราะนับว่าโครงการรถไฟฟ้าของไทยจัดอยู่ในกลุ่ม General Terms ไม่ใช่โครงการที่ตรงกับเงื่อนไขของกลุ่ม Preferential Terms ที่เน้นโครงการเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม แต่ที่จริงแล้วโครงการรถไฟฟ้าอาจเข้าเงื่อนไข Special Terms for Economic Partnership (STEP) ซึ่งอัตราดอกเบี้ยสำหรับประเทศไทยที่อยู่ในกลุ่มที่มีรายได้ปานกลาง อยู่ที่ร้อยละ 0.3-0.4 ต่อปี
เงื่อนไขเงินกู้สกุลเงินเยนสำหรับประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลาง
(ประกาศใช้เริ่มตั้งแต่ 1 เมษายน ถึง 30 กันยายน 2550)
อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการเจรจาเพื่อขออัตราดอกเบี้ยพิเศษจากเจบิก ผมเห็นว่า รัฐบาลควรเร่งผลักดันโครงการที่ใช้แหล่งเงินกู้ในประเทศก่อน เช่น รถไฟฟ้าสายบางซื่อ ndash; ตลิ่งชัน มูลค่า 1.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะใช้แหล่งเงินทุนในประเทศทั้งหมด (แต่ได้เลื่อนการเปิดประมูลออกไปจากแผนเดิมในเดือนมิถุนายน 2550) โดยมีเหตุผลดังนี้

หนึ่ง
ค่าเงินบาทในปัจจุบันแข็งค่ามากและอาจจะอ่อนตัวลงในอนาคต หากกู้เงินจากต่างประเทศ ขณะที่โครงการรถไฟฟ้ามีรายได้เป็นเงินบาท เมื่อค่าเงินบาทอ่อนลง จะทำให้มีภาระหนี้ในรูปเงินบาทเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการกู้เงินในประเทศจะไม่มีความเสี่ยงเรื่องค่าเงิน

สอง
ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยในประเทศต่ำมาก ทำให้ต้นทุนการกู้ไม่สูงมากจนเกินไป โดยอัตราดอกเบี้ยเงินฝากโดยเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักของธนาคารขนาดใหญ่ของไทยอยู่ที่ร้อยละ 2.04 ต่อปี ขณะที่ธนาคารทั้งระบบอยู่ที่ร้อยละ 2.27 ต่อปี (ข้อมูล ณ ไตรมาสที่ 2 ปี 2550)

สาม
สภาพคล่องในประเทศมีเหลือ 727,641 ล้านบาท เนื่องจากมียอดสินเชื่อรวม 5,978,892 ล้านบาท และเงินฝากทั้งหมด 6,706,533 ล้านบาท (ข้อมูล ณ เดือนมิถุนายน 2550)

สี่
ยังไม่กระทบต่อความยั่งยืนทางการคลัง เพราะยอดหนี้สาธารณะต่อ GDP ยังอยู่ในกรอบความยั่งยืนทางการคลัง กล่าวคือไม่เกินร้อยละ 50 ของ GDP โดยไทยมียอดหนี้สาธารณะ 3,168,426 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 37.72 ของ GDP แสดงว่ายังสามารถกู้ได้อีก 1,031,502 ล้านบาท (ข้อมูล ณ 30 มิถุนายน 2550)

อย่างไรก็ดี รัฐบาลควรคำนึงถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาคด้วย อาทิ การกู้เงินในประเทศต้องระวังไม่ทำให้อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นมากเกินไป ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อีกประการหนึ่ง โครงการรถไฟฟ้ามีการนำเข้าวัตถุอุปกรณ์จำนวนมากด้วย ดังนั้นรัฐบาลควรบริหารการเงินของโครงการขนาดใหญ่อย่างเหมาะสม โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาคด้วย

นอกจากนี้ รัฐบาลควรพิจารณาหารายได้เพิ่มจากโครงการ เพื่อชดเชยกับต้นทุนเงินกู้ที่อาจเพิ่มขึ้นด้วย เช่น การลดข้อจำกัดและเปิดโอกาสให้นำทรัพย์สินของโครงการรถไฟฟ้าไปแสวงหารายได้มากขึ้น การเก็บภาษี capital gain จากการขายทรัพย์สินที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากการลงทุนของภาครัฐ โดยเฉพาะราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นเมื่อมีรถไฟฟ้าตัดผ่าน เป็นต้น

0
เผยแพร่: 
0
เมื่อ: 
2007-09-12