ทัศนะเรื่องการอนุญาตให้เด็ก ที่ตั้งท้องเรียนหนังสือต่อได้


?ตั้งครรภ์ระหว่างเรียน ควรได้เรียนต่อหรือไม่??
ประเด็นนี้เป็นที่ถกเถียงในสังคมช่วงที่ผ่านมา จากการที่กรมอนามัยเตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองอนามัยเจริญพันธุ์ ต่อคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีสาระสำคัญประการหนึ่งคือ คุ้มครองให้สถานศึกษาอนุญาตให้หญิงมีครรภ์ที่อยู่ในระหว่างเรียนต่อได้ในระหว่างตั้งครรภ์ และกลับมาศึกษาได้อีกครั้งหลังคลอดบุตร
ในประเด็นควรอนุญาตให้เด็กนักเรียนที่ตั้งครรภ์เรียนต่อได้หรือไม่นั้น ผมมองว่า การให้การศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นการ ?ให้โอกาส? และ ?ให้อนาคต? แก่ทุกคนที่เข้ารับการศึกษา และเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนควรได้รับ ดังนั้น จึงไม่ควรมีใครสักคนที่ถูกปิดกั้น รวมทั้งหญิงที่ตั้งครรภ์ด้วย ย่อมควรได้รับการเปิดโอกาสให้ได้รับการศึกษาต่อไป

   ตั้งครรภ์ระหว่างเรียน


ที่มาของภาพ  http://www.lovecarestation.com/upload/media_library/2010/24-11-2010/672.jpg

การไม่ให้เด็กที่ตั้งครรภ์ได้เรียนหนังสือ นอกจากจะเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนควรได้รับแล้ว ยังเป็นเหมือนมาตรการลงโทษผู้ตั้งครรภ์ เพราะจะยิ่งสร้างปัญหาในระยะต่อไป เมื่อแม่ที่ต้องเลี้ยงดูลูก แต่กลับไม่มีความรู้เพราะขาดโอกาสทางการศึกษา ย่อมขาดโอกาสในการทำงานและการมีรายได้ที่เพียงพอในอนาคต

    ข้ออ้างที่ว่า การอนุญาตให้เด็กที่ตั้งครรภ์เรียนต่อจะเป็น ?แบบอย่าง? ให้แก่เด็กนักเรียนคนอื่น ๆ เลียนแบบนั้น ผมมองว่า การได้เรียนต่อ ไม่ทำให้เด็กคนอื่น ๆ อยากท้องมากขึ้น เพราะแม้ว่าจะแก้ปัญหาเรื่องไม่ต้องขาดเรียนได้ แต่ปัญหาอื่น ๆ ที่ตามมาย่อมมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นความเครียดและภาระที่เพิ่มขึ้นทั้งของเด็กที่ตั้งครรภ์และคนในครอบครัว ปัญหาอนาคตที่ไม่สามารถจดจ่ออยู่กับการเรียนได้เต็มที่ ปัญหาในการเลี้ยงดูบุตร ตลอดจนปัญหาความสัมพันธ์ในชีวิตคู่และครอบครัว  ซึ่งปัญหาเหล่านี้ เด็กส่วนใหญ่ย่อมทราบถึงผลเสียที่จะตามมา และคงไม่ต้องการให้เกิดขึ้นหากป้องกันได้ จึงไม่น่าจะกลายเป็นการเลียนแบบ

    อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในภาคปฏิบัติจริง โอกาสที่เด็กจะกลับเข้าเรียนนั้น อาจมีความเป็นไปได้น้อย เพราะต้องมีภาระเพิ่มขึ้นในการดูแลลูก รวมทั้งปัญหาด้านภาวะอารมณ์และจิตใจ เนื่องจากพ่อของเด็กซึ่งยังอยู่ในวัยศึกษาต้องพึ่งพาผู้ปกครอง ทำให้จำนวนหนึ่งปฏิเสธความรับผิดชอบและเลิกราไป และภาระตกอยู่กับฝ่ายหญิงเพียงลำพัง ทำให้ไม่สามารถกลับมาเรียนได้ตามปกติ ซึ่งในเรื่องนี้ ควรเปิดโอกาสให้เด็กหญิงสามารถกลับมาเรียนได้ เมื่อมีความพร้อมทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เพื่อให้สามารถเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ถึงกระนั้น การให้เด็กเรียนหนังสือต่อได้นั้น เป็นเพียงการแก้ปัญหาปลายเหตุ อันเป็นผลจากปัญหาสังคม ค่านิยมเรื่องเพศของวัยรุ่น ซึ่งเรื่องนี้ทุกฝ่ายต้องช่วยกันแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ซึ่งนอกจากจะเป็นการให้ความรู้ที่ถูกต้องแล้ว ผมเสนอว่า ผู้ใหญ่ควรที่จะเอาใจใส่ในการดูแลการใช้เวลาของเด็กมากกว่านี้ ไม่เพียงการกำกับตารางเวลาของเด็กนักเรียนในเวลาเรียนเท่านั้น แต่ควรเอาใจใส่ตารางเวลาตลอด 24 ชั่วโมง โดยร่วมมือกันระหว่างโรงเรียนและผู้ปกครองในการให้เด็กได้จัดตารางเวลากิจกรรมต่าง ๆ ที่ต้องทำในแต่ละวัน และช่วยกันกำกับให้เป็นไปตามนั้น โรงเรียน  โดยต้องส่งเสริมและดูแลการใช้เวลาว่างทำในสิ่งที่มีประโยชน์ อาทิ หลังเลิกเรียนควรให้เด็กเข้าชมรมที่เขาสนใจ วันหยุดให้เด็กได้มาทำกิจกรรมเพื่อสังคม การทำเช่นนี้ย่อมช่วยให้สามารถช่วยให้ลูกหลานมิให้ออกนอกลู่นอกทางที่เหมาะสมได้

เมื่อ: 
30/7/2010