วิพากษ์ ร่าง พ.ร.บ.ค้าปลีกฯ

ห้างค้าปลีกต่างชาติฉวยโอกาสเร่งขยายสาขาระหว่างที่พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งอยู่ในกระบวนการพิจารณา ทำให้ร้านโชว์ห่วยถูกรุกหนัก สถิติยืนยันว่า 5 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจขายปลีกขายส่งเลิกกิจการไปเกือบ 8 หมื่นราย เหลือเพียง 1.8 แสนราย จากที่เคยเปิดกิจการกว่า 3 แสนราย

จากผลระทบดังกล่าว ได้เกิดเสียงเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งพิจารณากฎหมายค้าปลีกฯ เพื่อควบคุมธุรกิจค้าปลีกต่างชาติและช่วยผู้ประกอบการรายย่อย แต่หลังจากที่ร่างกฎหมายนี้ปรากฏออกมากลับมีเสียงวิจารณ์ว่า ยังมีข้อบกพร่องอีกหลายจุดที่ต้องแก้ไข

สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ค้าปลีกฯ

ร่างกฎหมายนี้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการกลางกำกับดูแลธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง (กกค.) ทำหน้าที่กำหนดนโยบายและหลักเกณฑ์เป็นมาตรฐานกลาง เพื่อกำกับดูแลการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง และส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ เพื่อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจการค้าของประเทศและพัฒนาศักยภาพการแข่งขันเช่น กำหนดให้ธุรกิจค้าปลีกค้าส่งเป็นธุรกิจควบคุม กำหนดหลักเกณฑ์ขออนุญาตตั้งหรือขยายสาขา เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งคณะกรรมการส่วนจังหวัดกำกับดูแลธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง (กจค.) โดยคณะกรรมการคณะนี้มีหน้าที่หลักเป็นผู้พิจารณาตัดสินใจว่า ควรจะให้ผู้ประกอบการค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่อยู่ในจังหวัดหรือไม่ โดยพิจารณาจากความจำเป็นของตลาด เศรษฐกิจ ความพึงพอใจของประชาชนและชุมชน รวมถึงการพิจารณาเปิดกิจการ สถานที่ตั้ง จำนวนและขนาดธุรกิจแต่ละท้องที่ วันเวลาและชั่วโมงการเปิด-ปิด พร้อมทั้งดูแลไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างคู่ค้าด้วย

ข้อสังเกตเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ค้าปลีกฯ

ในมาตรา 7 วรรค 1 (2) ผมพบข้อบกพร่อง คือ การกำหนดให้ผู้ว่าราชการ กทม. เป็นหนึ่งใน กกค. แม้ตัวผู้ว่าฯ กทม.จะมีความรู้ความสามารถ แต่ผมคิดว่าข้อกฎหมายดังกล่าวเป็นการกำหนดที่ตายตัวเกินไปและเป็นองค์ประกอบที่ไม่เพียงพอ เพราะนอกจาก กกค.ต้องกำกับดูแลธุรกิจค้าปลีกฯ ในกรุงเทพฯ แล้ว ยังต้องกำหนดนโยบายธุรกิจค้าปลีกฯ ทั้งประเทศอีกด้วย

ใน (4) มาตราเดียวกัน ได้ระบุสัดส่วนกรรมการที่เป็นผู้แทนสถาบันหรือองค์กรเอกชน 5 คน ได้แก่ ผู้แทนจากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยสภาอุตสาหกรรมประเทศไทย สมาคมการค้าที่มีวัตถุประสงค์ส่งเสริมการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกที่ประกอบธุรกิจรายย่อยในชุมชน และผู้ประกอบธุรกิจรายกลางหรือรายใหญ่ และสมาคมที่มีวัตถุประสงค์ในการคุ้มครองผู้บริโภค สถาบันละหนึ่งคน

จะเห็นว่า กกค.มีตัวแทนที่เป็นผู้ประกอบการถึง 4 คน แต่มีตัวแทนผู้บริโภคเพียงคนเดียว ดังนั้น จึงเป็นการยากที่การตัดสินใจของ กกค.จะสะท้อนความต้องการของผู้บริโภค ผมเห็นว่าควรจะเพิ่มตัวแทนจากภาคประชาชนเข้าไปอีก พร้อมทั้งเปิดเผยเบื้องหลังของคนที่ได้รับการแต่งตั้งว่ามีที่มาอย่างไรด้วย

นอกจากนี้ มาตรา 9 วรรค 1 (6) และ (7) ระบุให้มีคณะกรรมการสรรหาในกทม. 9 คน โดย 2 ใน 9 คน ต้องเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อทำหน้าที่สรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและกรรมการผู้แทนสถาบันหรือองค์กรเอกชน แม้โดยส่วนตัวผม ไม่ได้สงสัยในคุณสมบัติของผู้แทนทั้งสองมหาวิทยาลัย แต่ผมเห็นว่าการระบุเช่นนี้เป็นการเจาะจงเกินไป และปิดกั้นโอกาสผู้ทรงคุณวุฒิจากสถาบันอื่น ๆ ทั้งประเทศ ผมจึงเสนอให้เปิดกว้างมากขึ้น

การพิจารณาพ.ร.บ.ค้าปลีกในมุมมองของประชาชนและผู้บริโภค

เมื่อพิจารณาบทบาทหน้าที่ของ กกค. และ กจค. พร้อมทั้งข้อบัญญัติอื่น ๆ ประกอบกันจะพบว่าพ.ร.บ.นี้ ยังไม่ได้กำหนดมาตรการที่ให้ประโยชน์หรือคุ้มครองต่อผู้บริโภคโดยตรงมากนัก แต่เนื้อหาส่วนใหญ่เน้นไปที่การช่วยเหลือและให้ประโยชน์กับกลุ่มผู้ค้าปลีกค้าส่งรายย่อย เช่น การจำกัดการเปิด-ปิด การจำกัดสาขาห้างค้าปลีกส่งของต่างชาติ เป็นต้น ซึ่งแม้มาตรการเหล่านี้เป็นสิ่งที่จำเป็น แต่อาจไม่สมดุล

กระบวนการพิจารณาอนุญาตจัดตั้งกิจการค้าปลีกฯ ของ กจค. ยังขาดกลไกการตรวจสอบและการมีส่วนร่วมของประชาชน ผมเห็นว่าควรกำหนดให้มีกระบวนการรับฟังความเห็นและการศึกษาผลกระทบด้านต่าง ๆ เช่น ผลกระทบทางเศรษฐกิจ ชุมชน สิ่งแวดล้อม การจราจร เป็นต้น รวมทั้งกำหนดมาตรการตรวจสอบและป้องกันการคอร์รัปชันและผลประโยชน์ทับซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นในกระบวนการนี้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ร้านค้าสมัยใหม่ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายเสมอไป แต่มีข้อดีอยู่ไม่น้อย เช่น ผู้บริโภคได้สินค้าราคาถูก มีคุณภาพ และหลากหลาย ทำให้เกิดการจ้างงาน ทำให้เกิดการแข่งขันมากขึ้น ผู้ค้าปลีกจึงต้องพัฒนาร้านค้าและบริการของตนให้ดีขึ้น ทำให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีในการบริหารจัดการ การขนส่ง เป็นต้น

ข้อเสนอแนะเพื่อการแข่งขันที่เป็นธรรม

ผมเห็นด้วยกับการเร่งออกกฎหมายฉบับนี้ โดยจะต้องวางกรอบให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมและป้องกันการผูกขาด เช่น ห้ามไม่ให้ขายสินค้าในราคาต่ำกว่าทุน การจัดทำดัชนีชี้วัดการผูกขาดทางการค้าในแต่ละพื้นที่ และหากพบว่ามีการผูกขาด ผู้ผูกขาดจะต้องจ่ายค่าปรับแล้วนำเงินส่วนนี้มาชดเชยให้กับผู้ที่ได้รับกระทบ พร้อมทั้งบังคับให้ลดขนาดของกิจการที่ผูกขาดให้เล็กลง เป็นต้น

อีกประการหนึ่ง ควรจัดตั้งกองทุนชดเชยผู้ได้รับผลกระทบเพราะการขยายสาขาธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่อาจทำให้มีผู้ได้รับผลกระทบ อาทิ ร้านค้าปลีกขนาดเล็กปิดตัวลง การว่างงาน ฯลฯ ดังนั้นผู้ค้าปลีกรายใหญ่ควรมีส่วนร่วมชดเชยในรูปของภาษี เพื่อนำมาจัดตั้งกองทุนชดเชยหรือช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ

ผู้ร่างกฎหมายฉบับนี้ควรคำนึงถึงการส่งเสริมและพัฒนาผู้ค้าปลีกรายย่อย เช่น การกำหนดมาตรการส่งเสริมร้านค้าปลีกของชุมชน การฝึกอบรมและพัฒนาผู้ประกอบการรายย่อย เป็นต้น นอกจากนี้ร่างกฎหมายค้าปลีกฯ ควรพิจารณาคู่ขนานไปกับกฎหมายฉบับอื่นด้วย ไม่ควรมองแบบแยกส่วนเพราะอาจส่งผลกระทบถึงกันได้

0
เผยแพร่: 
0
เมื่อ: 
2007-08-22