ค้นหาความสุขในชีวิตด้วย ?ทักษะการรู้จักตนเอง?

ในปัจจุบันคนจำนวนมากต่างพยายามมุ่งขวนขวายในการพัฒนาตนเอง ทั้งในด้านทักษะความรู้ความสามารถทั้งในและนอกระบบ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาต่อในระดับปริญญาโท เอก การเข้าหลักสูตรฝึกอบรมภาษาอังกฤษ ฝึกอบรมบุคลิกภาพ ฯลณเนื่องจากเป็นสิ่งสำคัญในโลกยุคใหม่ที่มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง และในโลกยุคความรู้คืออำนาจในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญที่คนส่วนใหญ่กลับหลงลืมและละเลยไปอย่างน่าเสียดาย นั่นคือ ldquo;การเรียนรู้จักตนเองrdquo;
การรู้จักตนเอง เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ดูเหมือนไม่น่าจะสลักสำคัญอะไรที่เราจะต้องมานั่งเรียนรู้ทำความเข้าใจ แต่ทว่ากลับมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เปรียบได้กับเส้นผมบังภูเขา ที่ทำให้คนจำนวนมากที่แม้มีความรู้มากมายท่วมหัวแต่เอาตัวไม่รอด เนื่องจากสิ่งหนึ่งที่เขาไม่รู้เลยนั่นคือการรู้จักตัวของเขาอย่างถ่องแท้นั่นเอง
ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วการรู้จักตนเองนับเป็นพื้นฐานสำคัญที่เราควรเรียนรู้เป็นอันดับแรกสุดในชีวิต เนื่องจากการรู้จักตนเองจะนำไปสู่
...การมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการดำเนินชีวิต เนื่องจากรู้ว่าตนมีความถนัดความชอบและความสามารถในด้านใด ดังนั้นจึงรู้ว่าตนควรจะเรียนอะไร ประกอบอาชีพอะไร ควรแสวงหาความรู้อะไรเพิ่มเติม
...การรู้จักวิธีเฉพาะตัวที่ตนถนัดในพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในด้านต่าง ๆ ของตนเองให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ รู้เทคนิคการเรียนหนังสือของตนว่าควรใช้วิธีใด จึงประสบผลสำเร็จ เช่น รู้ตัวว่าความจำไม่ดี จึงต้องใช้วิธีงานอย่างละเอียดและพูดทวนถามเจ้านายทุกครั้ง
...จุดอ่อนในชีวิตได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที อาทิเมื่อเรารู้ตัวว่าเป็นคนใจร้อน เมื่อมีเหตุการณ์ที่เรารู้ว่าหากอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้อาจนำไปสู่การใช้ความรุนแรงได้ดังนั้นเราจึงเลือกที่จะแยกตัวออกมามานั่งสงบสติอารมณ์เพื่อคิดหาวิธีการแก้ไขที่ดีที่สุด
...การพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากรู้ว่าปัญหานั้นมีสาเหตุมาจากตนหรือไม่ และรู้ว่าตนเองควรปรับอารมณ์เช่นใดเมื่อยามเผชิญปัญหาและควรหาวิธีการใดที่เหมาะสำหรับตนเองมากที่สุดในการแก้ปัญหานั้นให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี
...การค้นพบความสุขที่แท้จริงในสิ่งที่ตนเลือกทำ เนื่องจากรู้ว่าอะไรที่ทำแล้วจะทำให้คนเองมีความสุขได้
...นำไปสู่การเรียนรู้จักและเข้าใจผู้อื่นได้มากยิ่งขึ้น อันเป็นการลดปัญหาความขัดแย้งและนำไปสู่มิตรภาพที่ดีตามมา
ตรงกันข้ามกับผู้ที่ไม่รู้จักตนเอง ซึ่งมักใช้ชีวิตโดยปล่อยไปตามกระแสสังคม เลียนแบบทำตามคนรอบข้างโดยขาดจุดยืนที่ชัดเจน เช่น เลือกคณะที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยตามค่านิยมขณะนั้นหรือเลือกตามเพื่อน เลือกแต่งงานกับคนที่มีฐานะดีมากกว่าคนที่รักเราจริง ๆ เลือกงานที่เงินเดือนสูงมากกว่างานที่ใจรักหรือชอบจริง ๆ เลือกใช้สินค้าฟุ่มเฟือยตามแฟชั่นแทนสินค้าราคาประหยัดที่มีคุณภาพในระดับเดียวกัน ฯลฯ สุดท้ายเขาจึงไม่สามารถพบกับความสุขที่แท้จริงในชีวิตได้และนำไปสู่ปัญหามากมายตามมา นอกจากนี้คนที่ไม่รู้จักตนเองยามเมื่อต้องเผชิญหน้ากับปัญหา โดยมากแล้วมักจะไม่ดูว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นมาจากตนเองหรือไม่ แต่มักโทษเหตุการณ์หรือโทษผู้อื่นเอาไว้ก่อน จึงเป็นการยากที่จะแก้ปัญหาให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี
ทักษะการรู้จักตนเองจึงเป็นทักษะสำคัญที่เราทุกคนต้องเรียนรู้และฝึกฝน เนื่องจากการรู้จักตนเองนั้นไม่ได้เป็นเรื่องที่นั่งอยู่เฉย ๆ แล้วจะสามารถรู้ขึ้นมาได้เอง แต่ต้องผ่านกระบวนการบ่มเพาะผ่านประสบการณ์ต่าง ๆ การลองผิดลองถูก ความผิดหวัง เจ็บปวด ความผิดพลาดล้มเหลวต่าง ๆ เพื่อที่จะตกเป็นผลึกทางปัญญาในการรู้จักตนเอง รวมทั้งผ่านการปฏิสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้างซึ่งถือเป็นกระจกสะท้อนชั้นดีให้เราได้เรียนรู้จักตนเองโดยยิ่งรู้จักตนเองเร็วเท่าไรยิ่งเป็นการได้เปรียบในการออกสตาร์ทไปสู่เป้าหมายชีวิตได้เร็วเท่านั้น รวมทั้งยังเป็นรากฐานสำคัญในการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและประสบความสำเร็จท่ามกลางปัญหาและแรงกดดันต่าง ๆ
การฝึกฝนทักษะการรู้จักตนเองนั้นเริ่มจาก
ฉวยโอกาสทำงานที่หลากหลาย ไม่เลือกงานแต่พยายามเรียนรู้และทดลองทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน อย่าเพิ่งบอกปัด หรือปฏิเสธไปในทันที แม้ดูเหมือนงานนั้นจะเป็นงานที่ยากเกินความสามารถก็ตาม โดยระหว่างทางที่เราได้ทำงานใหม่ ๆ นั้นจะทำให้เราได้เรียนรู้จักตัวเองมากยิ่งขึ้นทั้งจุดอ่อน จุดแข็ง สิ่งใดที่ชอบ หรือไม่ชอบ ผ่านงานที่ทำ อาทิเมื่อเจ้านายมอบหมายงานใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์หรือยังไม่เรียนมาก่อนนอกจากนี้เราสามารถฉวยโอกาสในการทำงานต่าง ๆ ที่มีประโยชน์นอกเหนือไปจากงานประจำที่ทำอยู่ เช่นงานอาสาสมัครต่าง ๆ ซึ่งนอกจากทำให้เราได้รับประสบการณ์แปลกใหม่ในการเรียนรู้จักตนเองและผู้อื่นเพิ่มขึ้นแล้ว ยังเป็นการเปิดโลกกว้างให้เราได้เห็นมุมมองใหม่ของผู้ที่ด้อยโอกาส ยากจน ยากลำบากกว่าเรา ซึ่งอาจทำให้เราได้ค้นพบตัวเองในมุมที่แตกต่างออกไปอย่างคาดไม่ถึง
ยอมรับคำวิพากษ์วิจารณ์ในการที่เราจะรู้จักตนเองมากยิ่งขึ้นนั้น จำเป็นต้องอาศัยคนรอบข้างให้มาช่วยเหลือในการเป็นกระจกเงาคอยสะท้อนชีวิตของเราในบางด้านบางมุมที่เราไม่เคยรู้มาก่อน หรืออาจคิดเข้าข้างตัวเองว่าเราไม่ได้เป็นเช่นนั้น ดังนั้นเมื่อมีคนมาตักเตือนเรา แม้ว่าจะอายุน้อยกว่าเราหรือเป็นลูกน้องเราก็ตาม เราควรน้อมรับคำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นไว้พร้อมนำมาพิจารณาและหาทางปรับปรุงในส่วนที่เป็นจุดอ่อนให้กลายเป็นจุดแข็งในอนาคต
เรียนรู้จักวิเคราะห์ตนเองโดยทั่วไปเมื่อมีใครมาว่ากล่าวตักเตือนหรือมาโทษว่าเราเป็นฝ่ายผิด ปฏิกิริยาโต้ตอบกลับของเรามักจะเป็นในเชิงไม่พอใจหรือหากเราถูกจำนนด้วยหลักฐานว่าเป็นฝ่ายผิดจริง ปฏิกิริยาอย่างหนึ่งที่เราพบเห็นบ่อยนั่นคือเรามักจะโยนความผิดให้กับคนรอบข้างทันทีเช่น โทษเพื่อนที่ส่งงานมาให้เรา โทษอุปกรณ์สำนักงาน โทษดินฟ้าอากาศ โทษจราจร ฯลฯ
ปฏิกิริยาความไม่พอใจ และการโยนความผิดนั้นเปรียบเสมือนเป็นการสร้างกำแพงแห่งการปกป้องตัวเองที่หนามากจนบางครั้งทำให้เราไม่สามารถรู้จักตัวตนที่แท้จริงได้ ดังนั้นเราต้องทะลุกำแพงแห่งการปกป้องตัวเองออกไปด้วยการเปิดใจยอมรับคำว่ากล่าวตักเตือนนั้น โดยคิดเสมอว่าในเหตุการณ์ต่าง ๆ ไม่มีใครที่จะเป็นฝ่ายถูกทั้งหมด หรือผิดทั้งหมดดังนั้นเราควรเปลี่ยนมุมมองความคิดใหม่เป็นการฉวยโอกาสเรียนรู้จักตัวเองผ่านเหตุการณ์นั้น ๆ โดยฝึกการคิดวิเคราะห์พิจารณาหาจุดที่เราต้องเปลี่ยนแปลง วิเคราะห์หาแนวทางแก้ไข พร้อมหาทางแก้ไขปรับปรุง พัฒนาตนเองให้ดีขึ้น มากกว่าที่จะมัวกล่าวโทษกันไปมาว่าใครถูกใครผิด
การเรียนรู้จักตนเองอย่างถ่องแท้นับเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่สำคัญมากยิ่งกว่าการเรียนรู้ใด ๆ การเรียนรู้จักตนเองเป็นกระบวนการเรียนรู้ระยะยาวตลอดทั้งชีวิต โดยหัวใจสำคัญคือฉวยโอกาสเรียนรู้จากงานต่าง ๆ กล้าที่จะฟังคำวิพากษ์ฝึกฝนในการวิเคราะห์ตัวเองผ่านสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งแม้เราอาจต้องพบกับความจริงที่เจ็บปวดบ้างเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของเรา แต่ในระยะยาวนั้นการรู้จักตนเองจะนำมาซึ่งความสุขและเป็นรากฐานของความสำเร็จในชีวิตอย่างแน่นอน
0
เผยแพร่: 
งานอัพเกรด
เมื่อ: 
2008-05-07