การวิจัยกับการพัฒนาและส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมสำหรับเยาวชนไทย*

**สรุปคำบรรยายในการสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง การวิจัยกับการส่งเสริมและพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมเยาวชนไทย วันที่ 6 กันยายน 2550 ณ ห้องประชุมชั้น 8 อาคารจันทรากาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
ศ.ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
นักวิชาการอาวุโส ศูนย์ศึกษาธุรกิจและรัฐบาล มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
kriengsak@kriengsak.com, http:// www.kriengsak.com
แหล่งกำเนิดการวิจัย
ประวัติศาสตร์ด้านการศึกษา ตลอดพันกว่าปีที่ผ่านมา ได้บันทึกไว้ว่า การเริ่มต้นของมหาวิทยาลัยในยุโรปครั้งแรกนั้นยังไม่ค่อยเป็นระบบเป็นทางการ เริ่มจาก คนมีความรู้ภูมิปัญญาไปรวมตัวกันแลก เปลี่ยนความคิดเห็น อันก่อเกิดประกายทางปัญญา เป็นอาศรมทางปัญญา เกิดเป็น ldquo;Collegiaferdquo; แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า คอลเลจ (College) คือ หมู่คณะ ฉะนั้นหมู่คณะของผู้มีปัญญาไปรวมตัวกัน ซึ่งมีความสนใจในเรื่องที่คล้าย ๆ กัน จึงเกิดการสนทนาธรรมทางความคิด มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มีการวิพากษ์ วิจารณ์ เสนอแนะ ต่อยอด ภูมิปัญญาก็งอกเงย ก่ายกันขึ้นมามากกว่าการอยู่ลำพังเพียงคนเดียว การอยู่รวมกันนาน ๆ เกิดเป็นที่ดึงดูดเป็นเหมือนแม่เหล็กที่ดึงผู้มีความรู้ ภูมิปัญญา มารวมตัวกันมากขึ้นเรื่อย ๆส่งผลให้กลายเป็นสถานที่นัดพบทางปัญญากันโดยธรรมชาติ เป็นการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ความสัมพันธ์ส่วนตัวอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ได้เกิดจากการจัดเป็นระบบห้องเรียน ดังเช่นปัจจุบัน
การก่อตัวมหาวิทยาลัยแหล่งสากลสัจจะ
เมื่อมีการรวมกลุ่มของผู้มีความรู้จำนวนมาก ประกอบกับมีการถ่ายทอดความรู้ไปมา ศิษย์ที่แก่กล้าทางปัญญาและเติบโตขึ้น ก็ได้ถ่ายทอดความรู้ไปยังคนอื่นต่อไป สภาพการณ์เช่นนี้ส่งผลให้มีการจัดระบบที่เป็นทางการมากขึ้น ดังเช่นมหาวิทยาลัยในปัจจุบันที่เป็นแหล่งรวบรวมคนจำนวนมากเข้าไว้ด้วยกัน ให้สามารถแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดความคิดเห็นอย่างเป็นระบบเช่น ถ้าอยากรู้เรื่องกฎหมายที่ดีก็ไปอยู่ที่มหาวิทยาลัยโบโลญญา (University of Bologna) อยากรู้เรื่องปรัชญาก็ไปอยู่ที่มหาวิทยาลัย ออกซ์ฟอร์ด (University of Oxford)
ในที่สุดมหาวิทยาลัยเหล่านี้ก็ก่อตัวขึ้น รากศัพท์คำว่า มหาวิทยาลัย ที่มีคำว่า UNI แปลว่า เอก เป็นเอก เป็นหนึ่ง University เกี่ยวโยงกับภาษาไทยที่ผมบัญญัติศัพท์ขึ้นมาเมื่อหลายปีก่อน สากลสัจจะ คือการหาสัจจะความจริง ที่จริงเสมอทุกที่ทุกเวลา ทุกหนทุกแห่ง ทุกโอกาส ถ้าหาอะไรไม่จริงเสมอทุกที่ทุกเวลา ทุกหนทุกแห่ง ทุกโอกาสนั้นไม่ใช่สัจจะ มันเป็นสิ่งที่เราคิดชั่วคราว การวิจัยจึงเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบในมหาวิทยาลัย เพื่อเป็นแนวทางค้นหา จัดระบบ วิเคราะห์ และสร้างนวัตกรรมองค์ความรู้ที่ก้าวหน้าและกว้างขวางมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม จำเป็นอย่างยิ่งที่การวิจัยซึ่งเป็นวิธีการค้นหาองค์ความรู้ ต้องทำให้ชาวบ้านรู้เรื่อง อย่าพยายามเขียนงานวิจัยเป็นรหัสที่ทำให้คนอ่านไม่รู้เรื่อง อีกทั้งองค์ความรู้ด้านการวิจัยจะต้องผูกกับบริบทของคนในแต่ละที่ แต่ละสมัย คือต้องมีบริบทของคน เช่น ในประเทศเราและใน พ.ศ. นี้ด้วย แต่ขณะเดียวกันก็ต้องมีแก่นสารที่จริงข้ามไปถึง พ.ศ. อื่น และสัญชาติอื่นได้ด้วย ไม่ใช่มีอยู่จริงเฉพาะในประเทศไทย ดังนั้น ความรู้จึงต้องไม่จำกัดสัญชาติ
การวิจัยกับการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม
พฤติกรรมที่แสดงออกมาจึงต้องสะท้อนคิดว่า อะไรดีอะไรชั่ว ด้วย หากวันใดใครที่คิดว่าไม่มีดีมีชั่ว แปลว่าเราไม่เชื่อระบบคุณธรรมจริยธรรม ถามว่า ldquo;มนุษย์อยู่ได้โดยไม่เชื่อว่ามีดีมีชั่วได้หรือไม่ ?rdquo; โดยอยู่บนสมมติฐานที่ว่าโลกนี้มีชั่วมีดีเป็นแค่เรื่องสมมติคิดกันเอง มนุษย์สร้างขึ้นมาเพื่อจะควบคุมมนุษย์ให้อยู่ในร่องรอยกัน เสกสรรปั้นแต่งให้มีชั่วมีดีนั้นมีแต่มนุษย์สร้างขึ้น อยากให้ผู้ที่พูดเช่นนี้ลองสมมติตนเองว่ากำลังเข้าแถวเพื่อซื้ออาหารกันอยู่ แล้วมีคนหนึ่งเดินมาตัดคิว อารมณ์แรกที่พูดขึ้นมา ldquo;ไม่เห็นถูกต้องเลยที่เขาทำแบบนี้ เขาเข้าคิวกันตั้งนาน ทำไมไม่ไปต่อคิว มาแซงคิวทำไม?rdquo; การแสดงพฤติกรรมการเข้าแถวเป็นสิ่งที่ถูกต้อง อย่าไปเอาเปรียบคนอื่นโดยการไปแซงคิว นั่นแสดงว่าผู้นั้นเชื่อแล้วว่ามี ldquo;ความถูกต้องrdquo; กับ ldquo;ความไม่ถูกต้องrdquo; เชื่อแล้วว่ามีความผิดตามพฤติกรรมนี้
ดังนั้น มนุษย์ต้องมีหลักคุณธรรมและพฤติกรรมจริยธรรม คนที่ไม่เชื่อถูกผิดอยู่ในโลกไม่ได้ แต่ละคนอาจมองความถูกผิดดีชั่ว ต่างกัน มหาวิทยาลัยต้องค้นพบสากลสัจจะ สัจจะที่จริงเสมอ ไม่ใช่อยู่ภายใต้ผู้มีอำนาจ ต้องมีหลักคิดที่สอดคล้อง ไม่ใช่ลูบหน้าปะจมูกในการพิจารณาคุณธรรม ส่วนเรื่องการวิจัยเป็นการค้นหาองค์ความรู้อย่างถูกต้องเพื่อจะมาแก้ปัญหาคุณธรรมอย่างถูกต้อง
ตัวอย่างการใช้งานวิจัยมาแก้ปัญหาและพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม
ผมจะยกตัวอย่างให้เห็นว่า จำเป็นต้องใช้การวิจัยมาพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม เช่น การนิมนต์พระคุณเจ้าไปเทศนา เด็กก็บอกว่า พระคุณเจ้าท่านทำได้เราทำไม่ได้ ถามว่าถูกไหม ท่านพูดถูกแต่เราไม่ทำก็มีปัญหาแล้ว การไปเทศนาให้ฟังอย่างเดียวนั้นไม่ได้ผล เพราะถ้าได้ผล ป่านนี้ประเทศไทยคงไม่มีปัญหาเรื่องคุณธรรมจริยธรรมถ้าให้คนเข้าวัดทุกวันรับประกันได้ว่าเรียบร้อย ผมได้ไปร่วมงานศพหลายครั้ง ได้ฟังหลวงพ่อปัญญาที่วัดชลประทานรังสฤษดิ์ ท่านก็เทศนาทุกครั้งเลย แต่คนที่ไปฟังท่านเทศนาผมเห็นหน้าเดิมซ้ำ ๆ ส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่ไปนั่งฟังท่าน ก็ไม่รู้กี่ศพแล้ว ท่านก็เทศนาไป มันก็เหมือนเดิม ชั่วเท่าเดิม ไม่เห็นเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมเท่าเดิม
ต้องคิดว่าจะเสนอยุทธศาสตร์วิจัยเพื่อจะไปให้เกิดการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม ไม่ใช่คิดตามกรอบเดิมอย่างเดียว มองอะไรก็มองแบบเดิม เหมือนกับม้าแข่งที่เขาเอาวัตถุปิดตาม้า ไม่ให้ม้าเห็นด้าน ข้างเพื่อจะได้ไม่ตกใจ แต่วิ่งไปข้างหน้าอย่างเดียว และต้องไม่ใช่การมอบหน้าที่ เพราะสังคมคนไทยชอบเตะลูกโด่งไปให้ผู้อื่นรับผิดชอบ และสบายใจว่าไม่ใช่หน้าที่ของตน พอคุณธรรมไม่ดี ก็บอกพระว่าให้ทำตามหน้าที่ ท่านก็รับไม่ไหวแบกไม่ไหวแล้ว สังคมคุณธรรมไม่ดีเพราะไม่ทำหน้าที่ตัวเอง มิใช่เพราะพระไม่ดีไม่ได้สั่งสอนคนอย่างเพียงพอ กลายเป็นความผิดท่านไปอีก ซึ่งจริง ๆ แล้ว ท่านก็ทำหน้าที่ของท่านอย่างเต็มที่
ประเด็นที่นำเสนอดังข้างต้นต้องคิดให้ลึกซึ้ง วิธีคิดในเรื่องนี้มีมากกว่านั้น คือ ต้องใช้การวิจัยเพื่อค้นหาให้เจอตัวแปรหลัก และมีการควบคุมตัวแปรต่าง ๆ ในการทดลอง เพื่อดูว่าคนที่ลักษณะ เหมือนกันทุกประการ ยกเว้นตัวที่ต้องการทดสอบที่แตกต่างว่า ทำไมกลุ่มหนึ่งเกิดคุณธรรมที่วัดได้ อีกกลุ่มหนึ่งกลับไม่เกิด เราต้องกลับไปหาว่า องค์ประกอบที่ทำให้คุณธรรมเกิดหรือไม่เกิดในบุคคลนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร บางคนมีคุณธรรมหนักแน่นจะยืนได้อย่างไม่หวั่นไหว แม้จะมีพายุชีวิตเข้ามาปะทะแล้วยังยืนหยัดในคุณธรรมอยู่ แม้เอาเงินมาร้อยล้านกองอยู่ต่อหน้าก็ไม่สะดุ้งสะเทือนและไม่ยอมทำชั่ว คนประเภทนี้ ถ้ามี ทำไมเขาเป็นอย่างนั้น สิ่งใดทำให้เขาเป็นป้อมปราการทางจิตใจวิญญาณที่เข้มแข็งอย่างมาก เป็นหน้าที่ที่งานวิจัยต้องหาให้พบว่า แก่นอยู่ตรงไหน ทฤษฎีที่ดีคืออะไรทฤษฎีที่ดีคือ หาตัวแปรน้อยตัวที่สุด แต่ทรงพลังอธิบายมากที่สุด สมมติมีคำอธิบายว่าจะให้เกิดคุณธรรมหนึ่งพันตัว ทฤษฎีที่ดีไม่ใช่หนึ่งพันตัว ค้นหาเจอสามตัวที่สามตัวนี้รวมกันแล้วมีพลังเปลี่ยนแปลงคุณธรรมได้ 90% แล้วอีก 997 ตัวทิ้งไปไม่เป็นไร เพราะว่ามีนัยสำคัญน้อย ความหมายคืองานวิจัยไม่ใช่มานั่งเขียนกลุ่มปัจจัยพันตัวที่มีผลต่อการสร้างคุณธรรมจริยธรรมในบุคคล แต่หาแกนหลักไม่พบ งานวิจัยในลักษณะนี้จะใช้ประโยชน์ยาก เพราะเป็นการพรรณนาไว้พันเรื่องที่ควรจะเกิดขึ้น ซึ่งใคร ๆ ก็พูดได้คิดได้
การวิจัยที่ดี ต้องมองหลายมุมหลายมิติอย่างยิ่ง มิติกาลเวลามีส่วนเกี่ยวข้องในการโยงกับอดีตของคนอื่นด้วย ดูว่าคนที่เขาเคยทำมาก่อน เขาวัดอย่างไรก่อน มีบริบทอะไร เขาวัดได้อย่างไร และหากนำมาถกในอีกบริบทหนึ่งที่เรียกว่า วรรณกรรมวิพากษ์ ก่อน เพื่อให้เริ่มจากการถือว่ามีคนอื่นทำมาก่อนแล้ว และนำมาศึกษาว่าคนอื่นเขาคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ มีจุดอ่อนอะไรบ้าง แล้วจึงวิพากษ์และเสนอ แนะในด้านที่ยังไม่มีใครทำและนำไปสร้างผลงานวิจัยตามข้อเสนอแนะนั้น
สรุปว่าการวิจัยที่ดีนั้น ต้องไม่ไปทำซ้ำคนอื่น แต่จุดบางจุดที่ขาดอยู่ต้องค้นหาให้พบ สิ่งนั้นคือ วิชาการซึ่งจะทำให้ได้คำตอบ
ปัญหาและอุปสรรคในการทำวิจัยคุณธรรมจริยธรรม สรุปปัญหา 5 ประการ ดังนี้
1. ขาดการพัฒนาและจัดระบบสารสนเทศที่มีคุณภาพ
ข้อมูล (information) และสารสนเทศ ทั้ง 2 สิ่งต้องรอการตีความ (interpretation) ข้อมูลเพื่อสร้างเป็นองค์ความรู้ขึ้นมา ปัญหาที่ทำให้สังคมไทยไม่มีการวิจัยเชิงคุณธรรมจริยธรรมมากและมีคุณภาพเท่าที่ควร ส่วนหนึ่งเกิดจากความบกพร่องระดับของข้อมูลและสาสนเทศ ดังนี้
1.1 การจัดการสารสนเทศยังไม่มีคุณภาพ
แม้ปัจจุบันสังคมจะเต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสาร แต่พบว่าข้อมูลจำนวนมากที่ไม่เป็นประโยชน์ หรือข้อมูลบางอย่างกลับเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและบิดเบือนความจริง ดังนั้น ผู้จะใช้ข้อมูลควรพิจารณาตรวจสอบด้วยเหตุผลอย่างรอบคอบก่อนนำไปใช้ ตัวอย่างของข้อมูลและสารสนเทศที่ขาดคุณภาพ ทำให้ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ อาทิ
  • จัดเก็บข้อมูลล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับสภาพในปัจจุบัน
  • จัดเก็บข้อมูลไม่ชัดเจน ว่านำมาจากแหล่งใด ทำให้ประเมินความน่าเชื่อถือไม่ได้
  • จัดเก็บข้อมูลด้วยดัชนีหรือเกณฑ์ที่แตกต่างกัน ทำให้ไม่สามารถนำมาเทียบกันได้
  • จัดเก็บข้อมูลไม่ครบถ้วน ขาดตกบกพร่องไป ทำให้เอาไปใช้ประโยชน์ไม่ได้เช่นกัน
1.2 การเผยแพร่ข้อมูลบางหน่วยงานจำกัดยังไม่สามารถเข้าถึงได้ง่าย
สังคมไทยเป็นสังคมที่ไม่อนุญาตให้มีการเผยแพร่ข้อมูลอย่างเสรีเท่าที่ควร โดย เฉพาะข้อมูลของหน่วยงานราชการที่มักจะกล่าวอ้างว่าเป็นความลับ เปิดเผยไม่ได้หรือจำกัดให้เฉพาะในหน่วยงานรัฐเท่านั้น แม้ปัจจุบันจะพยายามให้คนเข้าถึงข้อมูลในหน่วยงานราชการมากขึ้นก็ตาม ซึ่งหากเป็นข้อมูลที่มีผลต่อความมั่นคงของชาติจริง ๆ ก็พอเข้าใจได้ แต่ที่ผ่านมาหน่วยงานราชการได้จัดระบบสารสนเทศที่ประกอบไปด้วยข้อมูลที่มีประโยชน์ ที่ไม่น่าเป็นความลับ แต่กลับไม่บริการเผยแพร่ให้กับประชาชน
ตัวอย่างเช่น เมื่อหน่วยงานเอกชนหรือประชาชนทั่วไป ต้องการไปขอข้อมูลสถิติต่าง ๆ จากหน่วยงานต้นสังกัด หน่วยงานราชการนั้นกลับไม่จัดหาหรือบริการให้ ทั้งนี้ โดยอ้างเหตุผลว่าเป็นหน่วยงานเอกชน หรือเป็นบุคคล ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง
2. ขาดทักษะการเข้าถึงข้อมูล
แม้ว่าปัจจุบันจะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ผ่านทางการใช้สื่อเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น อินเทอร์เน็ต ซีดีรอม แต่โดยตัวความก้าวหน้าของเทคโนโลยีอาจสร้างกำแพงปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูล เนื่องจากไม่มีทักษะในการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีที่ทันสมัย ข้อมูลถูกจัดเก็บไว้เป็นภาษาอังกฤษ คนที่ทักษะภาษาอังกฤษไม่ดีไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้
3. ขาดความกระตือรือร้นในการพัฒนาความรู้
ปัญหาสำคัญของสังคมไทย คือ
3.1 เคยชินต่อการถูกป้อนข้อมูลมากกว่าถูกฝึกให้แสวงหาข้อมูล ทำให้สังคมเคยชินกับการอยู่เฉย ๆ รอคนอื่นนำข้อมูลมาป้อนใส่สมองเรา
3.2 ขาดความกระตือรือร้นที่จะขวนขวายหาและพัฒนาความรู้
เมื่อปี พ.ศ. 2548 สำนักงานสถิติสำรวจพฤติกรรมการอ่านหนังสือของประชาชนอายุ 6 ปีขึ้นไป จำนวน 59.2 ล้านคน ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2548 พบว่า คนไทยอ่านหนังสือน้อย คือ 1.56 ชม./วัน ส่วนใหญ่ชอบดูทีวีมากกว่าจำนวนร้อยละ 48.8 และไม่มีเวลาอ่านร้อยละ 36.0[1] อัตราผู้อ่านหนังสือของไทยปัจจุบันคิดเป็นร้อยละ 3-4 ของประชาชนผู้อ่านหนังสือออก (ร้อยละ 90 ของประชากรทั้งประเทศ) ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ญี่ปุ่น มาเลเซีย และสิงคโปร์ มีสัดส่วนผู้อ่านหนังสือคิดเห็น ร้อยละ 50 ร้อยละ 40 และร้อยละ 30 ตามลำดับ[2]
3.3อินเทอร์เน็ตส่วนมากจะถูกใช้ในเรื่องความบันเทิงมากกว่าการแสวงความหรือวิเคราะห์ข้อมูล
4. ขาดทักษะในการเปลี่ยนข้อมูลสารสนเทศเป็นความรู้
นิยามของความรู้ (knowledge) หมายถึง การนำข้อมูล สารสนเทศมาจัดประมวลผล ตีความ วิเคราะห์ สังเคราะห์ เพื่อให้เข้าใจว่าข้อมูล สารสนเทศชุดนั้นกำลังบอกอะไร เข้าใจถึงความสัมพันธ์เชิงเหตุผลระหว่างข้อมูลต่าง ๆ แต่ที่ผ่านมาสังคมไทยขาดการสอนให้คนในสังคมสามารถเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นความรู้ได้ เนื่องจากสาเหตุบางประการสรุปได้ดังนี้
4.1 ขาดการสะสมข้อมูล
ประเทศไทยมี ldquo;วัฒนธรรมการพูดrdquo; เป็นหลักแต่ขาด ldquo;วัฒนธรรมการบันทึกrdquo; เป็นลายลักษณ์อักษรหรือเป็นหลักฐานที่สามารถสืบค้นย้อนกลับไปได้ การไม่จดบันทึกไว้ทำให้คนอีกรุ่นหนึ่งไม่สามารถที่จะรับรู้ในสิ่งเดิมที่คนรุ่นก่อนคิดไว้ การขาดวัฒนธรรมการบันทึกส่งผลทำให้ความรู้หลายอย่างสูญหายไปพร้อมกับคนบางรุ่น การก่ายกันทางความรู้เป็นไปอย่างยาก ลำบาก เพราะไม่เกิดการแพร่กระจายความรู้ ทำให้ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ใหม่
ตัวอย่าง การเลี้ยงดูบุตรให้มีคุณธรรมจริยธรรม มีการบันทึกไว้น้อยมาก ทำให้ยากต่อการสืบค้นและนำไปต่อยอด และทำให้ไม่สามารถนำความรู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในปัจจุบันได้ ทั้ง ๆ ที่เป็นภูมิปัญญาที่เป็นประโยชน์ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้
4.2 ขาดทักษะการคิด และการใช้เหตุผล
ทักษะการคิด และการใช้เหตุผล สำคัญต่อการตัดสินใจ และการกำหนดทิศทางการดำเนินงานในอนาคต เพราะความคิดเป็นตัวนำการกระทำ หากความคิดดี มีเหตุผล จะสะท้อนออกมาเป็นการตัดสินใจ และการกระทำที่มีความรอบคอบ ไม่ก่อปัญหาหรือก่อเกิดปัญหาน้อยที่สุด
ตัวอย่างเช่น การวางแผนพัฒนาประเทศด้านใดก็ตาม ควรผ่านการคิดอย่างรอบคอบ ทำการวิเคราะห์ สังเคราะห์ ข้อมูลสารสนเทศเพื่อหาข้อสรุปที่ดีที่สุด รัดกุมที่สุด เพื่อสนับสนุนการวางแผน
4.3 ขาดทักษะการวิจัย สร้างความรู้ขึ้นใหม่
ความรู้ใหม่จะเกิดขึ้นได้ต้องมีการทำการวิจัย เพื่อศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นระบบ สังคม ไทยไม่ค่อยเห็นคุณค่าการวิจัยเท่าที่ควร ดังปรากฏในสถิติการจัดสรรงบประมาณเพื่อการวิจัย เมื่อเทียบเป็นสัดส่วนต่อ GDP แล้วเราต่ำมาก ค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาต่อ GDP ของไทย ปี 2548 จากการประเมินของ IMD การลงทุนด้านการวิจัยของไทยอยู่ที่ร้อย ละ 0.26 เมื่อเทียบในภูมิภาคเดียวกัน ไทยถือว่าต่ำมาก ไต้หวัน ร้อยละ 2.45 เกาหลี ร้อยละ2.64 ญี่ปุ่น ร้อยละ 3.12 และสิงคโปร์ ร้อยละ 2.13[3]
ปัจจุบันการวิจัยของไทยยังไม่มีความก้าวหน้า ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เมื่อ 31 พฤษภาคม 2548 สำนักงานคณะกรรมการการวิจัยฯ ได้วิเคราะห์จุดอ่อนของการวิจัยไทยไว้ว่า ทิศทางการวิจัยที่ไม่เป็นเอกภาพ ทำให้การลงทุนด้านการวิจัยของประเทศไม่คุ้มค่าเท่าที่ควร การมองปัญหาการวิจัยที่สำคัญของประเทศ โดยส่วนใหญ่เป็นการมองปัญหาด้านใดด้านหนึ่ง (sector/area) ทำให้การวิจัยทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ ยังเป็นการวิจัยรายสาขา งานวิจัยจึงเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ไม่เชื่อมโยงกัน อีกทั้งไม่มีองค์ความรู้เดิม หน่วยงานและนักวิจัยไทยมีความเป็นปัจเจกชนสูง ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการทำวิจัย ในลักษณะสหสาขาวิชาการและเครือข่าย ความร่วมมือด้านการวิจัยและใช้ประโยชน์การวิจัยเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมหลักอย่างจริงจัง ระหว่างภาค เอกชน ภาควิชาการ และภาครัฐยังมีน้อย ภาคเอกชนส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสำคัญในการนำการวิจัยมาใช้เป็นยุทธศาสตร์ในการดำเนินกิจการ หน่วยงานทำวิจัยส่วนใหญ่ไม่มีการรวบรวมรายงานผลการวิจัยอย่างเป็นระบบ และยังไม่มีการประมวลผลงานวิจัยให้อยู่ในรูปที่จะนำไปใช้ประโยชน์ในระดับนโยบายได้ การประสานข้อมูลและสารสนเทศเกี่ยวกับการวิจัยของประเทศยังไม่เป็นระบบเครือข่าย ทำให้เกิดการวิจัยที่ซ้ำซ้อนและสิ้นเปลืองทรัพยากรในการวิจัย ความเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานวิจัยกับกลุ่มผู้ใช้ผลงานวิจัยยังมีน้อย ทำให้ผลงานวิจัยไม่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ การจัดสรรงบประมาณการวิจัยที่ผ่านมาไม่ชัดเจน และมีความซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงาน ทำให้การใช้งบประมาณไม่มีประสิทธิภาพ จำนวนนักวิจัยที่มีคุณภาพในประเทศมีจำกัด ทำให้ผลงานวิจัยที่เกิดขึ้นไม่มีคุณภาพต่อการนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง เมื่อขาดทักษะการวิจัยแล้ว ความรู้ส่วนใหญ่ในไทยจึงเป็นเพียงความรู้นำเข้าจากต่างประเทศ สังคมไทยจึงขาดแคลนความรู้ ไม่สามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ ออกมาได้ กลายเป็นสังคมนักลอกเลียนแบบ
5. สังคมไทยใช้ความรู้แต่ยังไม่ถึงระดับใช้ปัญญาเท่าที่ควร
สังคมไทยไม่ควรเป็นเพียง ldquo;สังคมฐานความรู้rdquo; แต่ควรเป็น ldquo;ปราชญสังคมrdquo; คือ สังคมที่ใช้ปัญญาในการดำเนินชีวิต ใช้ความรู้อย่างถูกที่ ถูกเวลา ถูกโอกาส ถูกคน ถูกบริบท และถูกต้อง เพื่อที่จะไม่เกิดปัญหา (ที่สามารถป้องกันหรือแก้ไขได้ล่วงหน้า) ตามมา โดยมีการผสมผสาน ldquo;เชิงคุณธรรมldquo; และ ldquo;การมองอนาคตระยะยาวrdquo; เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ผมขอยกตัวอย่างบางเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคตไม่ช้านี้ ที่สะท้อนนัยถึงการใช้ความรู้อย่างไม่ถูกต้อง ขาดคุณธรรม และไม่ได้มองผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ldquo;ผลจากการที่รัฐออกกฎหมายให้ทำการุณยฆาตได้ในอีก 10 ปีข้างหน้าrdquo; ตามที่กำหนดไว้ในร่างพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติพ.ศhellip;. ในมาตรา 10 (ฉบับประชาชนและฉบับรัฐบาล / มาตรา24 ฉบับร่าง ปชป) มีใจความสำคัญคือ ให้บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้ หากไม่คิดเรื่องนี้ให้ดีและรอบคอบอาจเกิดปัญหาอื่นตามมา ตัวอย่างดังนี้
ldquo;การบิดrdquo; ขอบเขตคุณธรรมจริยธรรมเพื่อสนองต่ออัตตานิยมของตน มากกว่าการตอบ สนองต่อหลักคุณงามความดีและเห็นคุณค่าที่มีอยู่ในชีวิตทุก ๆ ชีวิต สังคมจะตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ บนพื้นฐานผลประโยชน์ของตัวเองเป็นที่ตั้งมากขึ้นอย่างน่าสะพรึงกลัว อาทิ การอนุญาตให้คนชรา คนพิการ ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองและเป็นภาระของสังคม สามารถขอจบชีวิตของตนเองได้อย่างถูกต้องตามกฏหมาย การอนุญาตให้มีการทำแท้งเสรี การอนุญาตให้ฆ่าตัวอ่อนของทารกได้เพื่อนำเซลต้นกำเนิด (stem cell) มารักษาพยาบาลผู้ป่วยที่กำลังเป็นโรคร้ายแรง
การเกิดปัญหาอาชญากรรมที่แฝงมา เช่น การค้าอวัยวะ การช่วงชิงมรดก การหวังเงินประกันชีวิต ฯลฯ
การสร้างแรงกดดันโดยอ้อมให้ผู้ที่อ่อนแอกลับไปพิจารณาตัวเองว่า ldquo;เขาสมควรที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อทำให้คนอื่นเดือนร้อน หรือควรที่จะตายไปเพื่อประโยชน์ของสังคมภาพรวมrdquo; โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดนิยามทางกฎหมายให้กับคนในกลุ่มนี้ว่าเป็น ldquo;ผู้ที่ไม่เหลือศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์rdquo; ยิ่งทำให้เขารู้สึกหมดคุณค่าในตัวเองและไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกจนเป็นเหตุให้แสดงเจตจำนงดังกล่าว
ทิศทางวิจัยเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม
1. วิจัยแบบบูรณาการระหว่างศาสตร์ต่าง ๆ
สาเหตุปัญหาคุณธรรมจริยธรรม เกิดจากหลายปัจจัย เช่น ปัญหาครอบครัว ปัญหาเศรษฐกิจ การนำเสนอของสื่อมวลชน ฯลฯ ดังนั้น การวิจัยเพื่อแก้ปัญหาคุณธรรมจริยธรรม จึงไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะประเด็นการจัดการเรียนการสอน เช่น การวิจัยการใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบโครงการที่การใช้ตัวแบบ การใช้เพลงและเกม การสอนแบบมีส่วนร่วม การใช้กิจกรรมกลุ่ม การสอนแบบร่วมแรงร่วมใจ การสอนแบบคู่สัญญา ฯลฯ แต่ควรโยงศาสตร์ต่าง ๆ มีหลายภาคส่วนต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น จิตวิทยา เศรษฐศาสตร์ สื่อสารมวลชน ครอบครัว
ดังนั้น จึงต้องมีการวิจัยที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ เช่น นักจิตวิทยา นักเศรษฐศาสตร์ สื่อมวลชน ฯลฯ โดยเป็นการทำวิจัยแบบบูรณาการ อาจต้องวิจัยเป็นทีมแบบสหวิทยาการร่วมด้วย เช่น การวิจัยการจัดการเรียนรู้ในเด็กที่มีพฤติกรรมเสี่ยง ก็ไม่ได้มีเฉพาะครู แต่ต้องมีนักจิตวิทยา นักพัฒนาการครอบครัวหรืออื่น ๆ ด้วย ปัญหาคือ คนเก่งมาอยู่รวมกันและมองคนละ approach จะทำอย่างไร Ego สูง และต้องช่วยกันหาวิธีการช่วยระดมสมอง
2.วิจัยเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนา
ปัจจุบันงานวิจัยคุณธรรมในเด็กและเยาวชนจำนวนมากเป็นการวิจัยเพื่อรู้สถานการณ์ปัญหาโดยรวม แต่ยังไม่มีการวิจัยลงลึกไปว่า ภายใต้ปัญหานั้น ๆ จะแก้อย่างไร โดยใคร
ดังนั้น งานวิจัยที่จะสามารถส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมเด็กและเยาวชน ควรเป็นวิจัยหาทางออก เช่น การวิจัยโดยใช้การรวมกลุ่มการแก้ปัญหาเด็กกลุ่มเสี่ยง ฯลฯ การวิจัยเพื่อแก้ปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร การวิจัยเพื่อแก้ปัญหาพฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กบางกลุ่ม ฯลฯ เพราะวิธีการแก้ไขแตกต่างในรายละเอียดและวิธีการ
3.วิจัยอย่างเฉพาะเจาะจงในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่ต่างกัน
แม้เด็กเยาวชนมีปัญหาคุณธรรมจริยธรรมในเรื่องเดียวกัน แต่หากมีคุณลักษณะต่างกัน อาจต้อง การวิธีการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมที่ต่างกันออกไป อาทิ เด็กและเยาวชนที่มีระดับสติปัญญาต่ำจะไม่สามารถใช้วิธีส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม โดยฝึกการใช้เหตุผลเช่นเดียวกับเด็กที่มีสติปัญญาสูง เด็กและเยาวชนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจไม่ดี คงไม่สามารถส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมโดยใช้วิธีการสอนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการสนับสนุนด้านเศรษฐกิจด้วย
ดังนั้น การวิจัยควรวิเคราะห์เฉพาะเจาะจงในเด็กและเยาวชนที่มีลักษณะแตกต่างกัน เช่น พื้นที่ (เมือง-ชนบท, ชุมชนแออัด-บ้านรั้ว) อายุ ระดับสติปัญญาและความสามารถในการเรียนรู้ พฤติกรรมไม่พึงประสงค์ พื้นฐานด้านครอบครัว ฯลฯ
4.วิจัยที่มีการวิเคราะห์ศักยภาพด้านทรัพยากรของภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
เป็นการใช้แนวคิดพื้นฐานด้านเศรษฐศาสตร์เข้ามาพิจารณาหลักประสิทธิภาพ ใช้ทรัพยากรที่จำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น แต่ละพื้นที่จะแตกต่างกัน มีจุดดีจุดแกร่งแตกต่างกัน โดยบางพื้นที่อาจมีจุดแกร่ง สถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ก็ควรใช้ส่วนนี้ร่วมกันสอนการดูแลและรักษาสิ่งแวดล้อม การทำประมง ก็ใช้เรื่องนี้สอนเรื่องการอนุรักษ์สัตว์น้ำ กลุ่มแม่บ้านที่พอมีเวลามาช่วยสร้างกิจกรรมหรือดูแลเด็ก ในกรุงเทพฯ อาจมีนักวิชาการ ข้าราชการที่เป็นคนดีมีคุณธรรม ให้คนกลุ่มนี้มาช่วยให้ความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ฯลฯ จะทำให้การวิจัยแก้ปัญหาและพัฒนาได้ตรงจุด และสำเร็จได้

5.
วิจัยเป็นชุดโครงการ
เนื่องจากสถานการณ์ปัญหาคุณธรรมจริยธรรมไม่ว่าในเรื่องใด ๆ มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดย เฉพาะยุคโลกาภิวัตน์ที่เปลี่ยนเร็ว อาจมีหลายสาเหตุ และหลายภาคส่วนเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้น การวิจัยประเด็นคุณธรรมจริยธรรมในเด็กและเยาวชน อาจทำเป็น ชุดโครงการหลายประเด็นตอบโจทย์เดียวกัน เช่น หากจะวิจัยการสอนคุณธรรมจริยธรรมในสถานศึกษา ต้องวิจัยทุกรูปแบบการเรียนการสอน ซึ่งมีการพยายามทำกันอยู่ ต้องวิจัยทุกรูปคุณธรรมจริยธรรม เช่น ความรับผิดชอบ มีวินัย ซื่อสัตย์ เอื้อเฟื้อ ฯลฯ ต้
0
เผยแพร่: 
วารสารจันทรเกษมสาร
เมื่อ: 
2008-04-11