เลือก ส.ส. แบบผสานแนวคิด รัฐศาสตร์ และ เศรษฐศาสตร์

กรอบการพิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญในเรื่องที่ว่าด้วยสถาบันทางการเมืองที่ยังไม่เป็นข้อยุติในหลายส่วน ทั้งเรื่องการให้มีหรือไม่มี ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ เกณฑ์สัดส่วน ส.ส.ต่อประชากร และการกำหนดให้มี ส.ส.แบบแบ่งเขตที่มาจากเขตพื้นที่ใหญ่ มีจำนวน 3 คนต่อเขต ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนได้ 3 เสียง หรือระบบเลือกตั้งแบบเดิมที่กำหนดให้มี ส.ส.แบบเขตเดียวเบอร์เดียว เพื่อนำไปสู่การได้มาซึ่งตัวแทนที่สะท้อนเสียงประชาชนมากที่สุด

บทความนี้ ยกเว้นไม่กล่าวถึง ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ โดยจะพิจารณาในขอบเขตของการเลือกตั้ง ส.ส. ในเขตพื้นที่เท่านั้น
ข้อถกเถียงในประเด็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เพื่อแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ เรื่องหนึ่งที่ต้องพิจารณาให้รอบคอบในเชิงหลักการ ได้แก่ การเลือกตั้ง ส.ส. ว่าควรมีระบบการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเรียงเบอร์ หรือ เขตเดียวเบอร์เดียว จึงสะท้อนความเท่าเทียมและการเป็นตัวแทนประชาชนทั้งประเทศได้มากกว่ากัน

การเลือกผู้แทนในมุมมองรัฐศาสตร์

การตัดสินใจว่าจะใช้วิธีการเลือกตั้ง ส.ส. แบบใดนั้น อยู่ที่การตอบคำถามว่า

เราต้องการให้ประชาชนทุกคน มีสิทธิเท่าเทียมกัน โดยเลือก ส
.ส. จำนวนเท่ากัน?

หรือ เราต้องการให้ ส.ส. เป็นตัวแทนของกลุ่มคนในพื้นที่ ซึ่งแต่ละพื้นที่ย่อมมีขนาดแตกต่างกัน จำนวนประชากรไม่เท่ากัน แต่เลือกผู้แทนได้เท่ากัน?

หากเรายึดแนวคิดประชาธิปไตยแบบปัจเจก (individualist democracy)การเลือกตัวแทนจะให้ความสำคัญกับประชาชน 1 คน เท่ากับ 1 เสียงเท่าเทียมกัน การเลือกตั้งจะใช้หลักจำนวนตัวแทนต่อสัดส่วนประชากร รูปแบบการเลือกตั้งที่เหมาะสมตามแนวคิดนี้ตามหลักรัฐศาสตร์จึงควรเป็นแบบ เขตเดียวคนเดียว (one man one vote) โดยจะต้องกำหนดให้แต่ละเขตมีสัดส่วนจำนวนประชากรที่เท่ากัน และประชาชนมีสิทธิเลือกได้ 1 คนเท่ากันทั่วประเทศ

ในอีกทางเลือกหนึ่ง หากเรายึดแนวคิดประชาธิปไตยแบบตัวแทนกลุ่ม (group democracy) การเลือกตัวแทนจะให้ความสำคัญกับ ldquo;กลุ่มคนrdquo; โดยถือว่าแต่ละกลุ่มที่อาจมีจำนวนประชากรไม่เท่ากัน แต่จะต้องมีตัวแทนเท่ากัน ซึ่งรูปแบบการเลือกตั้งหากยึดตามแนวคิดนี้อาจกำหนดขอบเขตพื้นที่เป็นหลัก เช่น ขอบเขตจังหวัด โดยแต่ละจังหวัดให้ประชาชนเลือกผู้แทนได้จำนวนเท่ากัน

ที่ผ่านมา ก่อนปี พ.ศ.2540 การเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเรียงเบอร์ มีความลักลั่น ระหว่างแนวคิดทั้งสองนี้ จนดูคล้ายไม่ได้คิดเชิงหลักการในเบื้องต้น เพราะแม้ว่าจะยึดขอบเขตจังหวัดเป็นหลัก แต่ขณะเดียวกัน ในแต่ละเขตของจังหวัดนั้น ได้กำหนดสัดส่วนผู้แทนต่อจำนวนประชากรด้วย ส่งผลให้เกิดความไม่เท่าเทียมกัน โดยบางเขตเลือกผู้แทนได้ 3 คน ในบางเขต 2 คน และในบางเขตเลือกได้เพียงคนเดียว การเลือกตั้งในลักษณะนี้ขัดแย้งกับทั้งสองแนวคิดการเลือกตัวแทนตามระบอบประชาธิปไตย ปัญหาสำคัญคือ สิทธิของประชาชนที่ไม่เท่าเทียมกันในการเลือกตัวแทนเกิดความเหลื่อมล้ำในการใช้สิทธิของประชาชน ประชาชนบางคนมีสิทธิเลือกตัวแทนได้มากกว่าบางคน

ต่อมา ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2540 สภาร่างรัฐธรรมนูญในขณะนั้น ได้พยายามค้นหารูปแบบการเลือกตั้งในฝันที่คาดว่าจะมีส่วนช่วยพัฒนาการเมืองไทยให้ดีขึ้น จึงกำหนดให้เขตเลือกตั้งมีขนาดเล็กลง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ ldquo;คนดีrdquo; สามารถชนะเลือกตั้งได้ง่ายขึ้น ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งตัดสินใจเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ดีที่สุดได้ง่ายกว่าระบบเขตใหญ่ซึ่งมี ส.ส.หลายคน
ดังนั้น หากพิจารณาการเลือกตั้ง ส.ส.ตามรัฐธรรมนูญ 2540 การเลือกตั้งแบบเขตเดียวคนเดียว โดยแบ่งประชากรแต่ละเขต 400 เขต ๆ ละประมาณ 150,000 คน เลือก ส.ส. ได้ 1 คน เท่ากับยึดโยงตามแนวคิดประชาธิปไตยที่ให้ความสำคัญกับปัจเจก ประชาชนมีสิทธิเลือกผู้แทนได้ในจำนวนเท่าเทียมกัน

อย่างไรก็ตาม ทัศนะส่วนตัว ผมยังไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้งแบบ เขตเดียวคนเดียว อย่างเต็มที่นัก แม้ว่าจะถูกต้องตามหลักรัฐศาสตร์ เนื่องจากเป็นการมองจากมุมสาขาวิชาเฉพาะ ซึ่งในโลกยุคปัจจุบันให้ความสำคัญกับความเป็นสหวิทยาการและการมองแบบองค์รวม อันจะช่วยให้เกิดความครบถ้วนในมุมมองมากยิ่งขึ้นในการดำเนินการเรื่องหนึ่ง ๆ ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากจะขยายมุมมองเพิ่มในอีกด้านหนึ่ง โดยเพิ่มมุมมองในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ ทำให้ผมเกิดคำถามขึ้นมาว่า ldquo;เมื่อเปรียบเทียบกับการเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขตเรียงเบอร์ แล้ว การเลือกตั้งแบบใด ประชาชนจะได้รับประโยชน์จากผู้แทนที่เขาเลือกมากกว่ากัน?rdquo;

การเลือกผู้แทนในมุมมองเศรษฐศาสตร์
วิธีคิดพื้นฐานของหลักเศรษฐศาสตร์จะตระหนักว่า ทรัพยากรมีอยู่จำกัด จึงจำเป็นต้องหาวิธีการจัดสรรทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เพื่อให้สามารถสร้างอรรถประโยชน์ (utility) สูงสุด เช่นเดียวกับการเลือกตั้ง ส.ส. ซึ่งเปรียบเสมือนทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด จึงจำเป็นต้องหาวิธีเลือกตั้งที่เหมาะสมที่สุด เพื่อให้ประชาชนจะได้รับอรรถประโยชน์สูงสุดจาก ส.ส. เหล่านี้

เมื่อปี พ.ศ.2548 ผมได้ทำการวิจัยเรื่อง ldquo;ผลกระทบของระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ตามรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2540 ที่มีต่อการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศไทยrdquo; เพื่อศึกษาผลกระทบต่อระดับการเป็นตัวแทนประชาชน (representativeness) ของ ส.ส. ผลการวิจัยพบว่า การแบ่งเขตเลือกตั้งให้เป็นแบบ 1 เขตมี ส.ส. 1 คน ทำให้ระดับการเป็นตัวแทนประชาชนในระดับเขตลดลง เพราะประชาชนในเขตเดียวกัน แต่ไม่ได้เลือก ส.ส.คนดังกล่าว ย่อมไม่ได้รับความพึงพอใจสูงสุด

นอกจากนี้ พบว่า การเลือกตั้งในลักษณะนี้ ทำให้ระดับความเท่าเทียมกันของการได้รับบริการทางการเมืองลดลง เนื่องจากเขตเลือกตั้งแต่ละเขตมีจำนวน ส.ส. เพียงคนเดียว ทำให้ประชาชนมีทางเลือกของนโยบายน้อยลง ประชาชนที่ไม่ได้เลือกตัวแทนคนดังกล่าวจะไม่ได้รับประโยชน์ทางนโยบาย เพราะผู้สมัครที่ตนเองเลือกกลับไม่ได้เป็นตัวแทนของตน ผู้แทนในแต่ละเขตจะสะท้อนประโยชน์เชิงนโยบายของคนกลุ่มเดียวในเขตที่เลือกตนเข้ามา

ในขณะที่เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเรียงเบอร์ ในเขตที่ประชาชนสามารถเลือกผู้แทนได้ 2-3 คน ประชาชนในเขตนั้นย่อมได้รับความพึงพอใจมากกว่า เพราะสามารถได้ตัวแทนที่สะท้อนประโยชน์เชิงนโยบายของเขาได้มากกว่า เช่น ได้ ส.ส. ที่เป็นปากเสียงแทนกลุ่มของตน ในการยื่นระทู้ ยื่นเสนอกฎหมาย และการนำนโยบายที่หาเสียงไปใช้จริง รวมถึงการเพิ่มประเด็นทางนโยบายที่สอดคล้องกับความต้องการของคนแต่ละกลุ่มมากขึ้น

ทางออก
....แบ่งเขตเรียงเบอร์แบบเท่าเทียม ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด

รูปแบบการเลือกตั้ง ส.ส. ที่เหมาะสม จึงควรเป็นการผสานแนวคิดรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ เสนอว่า ควรเลือกแบบแบ่งเขตเรียงเบอร์ โดยให้แต่ละเขตนั้นมีสัดส่วนจำนวนประชากรที่ใกล้เคียงกัน อาจเป็น 450,000 คนต่อเขตพื้นที่ และเลือกผู้แทนได้ในจำนวนเท่ากัน คือ 3 คน ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนได้รับความพึงพอใจทางนโยบายผ่านตัวแทนของตนมากขึ้น เนื่องจากมีระดับความเป็นตัวแทนประชาชน และระดับความเท่าเทียมกันทางการเมืองที่ดีกว่า เพราะมั่นใจว่ามีตัวแทนของตนที่เป็นปากเสียงในสภาฯ และมี ส.ส. ที่ช่วยผลักดันให้เขตของตนได้ประโยชน์จากนโยบาย มากกว่าการมี ส.ส.แบบเขตเดียวคนเดียว

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การพิจารณาของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้ จะพิจารณาอย่างมีหลักการ และพิจารณาในแง่มุมต่าง ๆ อย่างครบถ้วนรอบคอบ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด ทั้งในเรื่องของการใช้สิทธิเลือกผู้แทน และการได้รับอรรถประโยชน์สูงสุดจากผู้แทนที่ตนเลือกเข้ามา
0
เผยแพร่: 
หนังสือพิมพ์โคราชรายวัน
เมื่อ: 
2007-04-05