ปัดฝุ่น ICL ต้องไม่ผลาญภาษีประชาชน

* ที่มาภาพประกอบ - http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=M1721393amp;issue=2139


รัฐบาลชุดปัจจุบันได้นำเอากองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต หรือ ICL (Income Contingent Loan) มาใช้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี เพราะเป็นการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษาให้ผู้เรียนที่มาจากครอบครัวที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง นอกจากนั้นยังเป็นการลดภาระการอุดหนุนจากภาครัฐ เพราะผู้เรียนร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่าย อีกทั้งรัฐบาลตั้งใจจะอุดหนุนนักศึกษาในสาขาวิชาที่ขาดแคลนให้เป็นหนี้น้อยกว่าสาขาที่ล้นตลาด หนี้ที่นักศึกษากู้ยืมนั้นเป็นหนี้ที่ไม่มีดอกเบี้ยเพียงแต่ปรับเงินต้นตามอัตราเงินเฟ้อ สามารถชำระหนี้ได้ต่อเมื่อทำงานมีเงินเพียงพอ หากตกงานยังไม่ต้องชำระคืน ถ้าทุพพลภาพไม่สามารถทำงานได้ หรือผู้กู้ตายให้ยกเลิกหนี้ โดยไม่มีภาระผูกพันกับครอบครัวผู้กู้
อย่างไรก็ตาม ระบบ ICL ยังมีช่องว่างที่อาจส่งผลให้เกิดปัญหาต่องบประมาณของประเทศได้ หากไม่ได้ศึกษาผลกระทบและดำเนินการอย่างระมัดระวัง เนื่องจากรัฐอาจสูญเสียงบประมาณส่วนหนึ่งไปกับการชดเชยกองทุนฯ ในส่วนหนี้ที่ไม่สามารถเรียกเก็บได้
ผมเคยนำเสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับกองทุน ICL ไว้ในบทความเรื่อง ldquo;ปัดฝุ่น ICL ต้องไม่ผลาญภาษีประชาชนrdquo; ในหนังสือพิมพ์โลกวันนี้ฉบับวันที่ 15 ก.พ. 2551 โดยเสนอไว้ว่า กองทุน ICL มีช่องว่างที่ก่อปัญหาในอนาคตเพื่อร่วมกันหาทางป้องกัน และดำเนินการให้กองทุนฯ ดังกล่าว สามารถเป็นเครื่องมือขยายโอกาสทางการศึกษาแก่ผู้เรียนได้อย่างแท้จริง
บัณฑิตจำนวนมากมีความสามารถจ่ายคืนได้น้อย เนื่องจากรัฐยังไม่มีมาตรการรองรับการหางานทำของบัณฑิต หากบัณฑิตจบแต่ไม่สามารถหางานทำ จะส่งผลกระทบต่อเงินหมุนเวียนในกองทุน ICL ได้ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับ กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. เดิม ที่มีผู้กู้จำนวนมากไม่สามารถคืนเงินกองทุนได้ตามกำหนดเนื่องจากไม่มีงานทำ และจากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติเรื่องผลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากร เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2547 พบว่า ผู้สำเร็จการศึกษาในระดับอุดมศึกษาตกงานมากที่สุด 1.6 แสนคนจากจำนวนผู้ตกงานทั้งหมด 5.4 แสนคน ดังนั้นอาจคาดการณ์ได้ว่า ในอนาคตอาจมีบัณฑิตที่ไม่มีความสามารถในการชำระคืนสูง ทำให้รัฐบาลต้องนำงบประมาณจากส่วนอื่น มาสมทบทุกปี และจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามจำนวนนักศึกษาที่เข้าสู่ระบบกองทุนกู้ยืม ICL ที่มีมากขึ้น
นอกจากบัณฑิตไม่สามารถชำระหนี้ได้ เพราะไม่มีงานทำแล้ว ยังมีประเด็นของความสามารถในการชำระหนี้ตามเวลาของบัณฑิต ซึ่งหากเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างรายได้ และความสามารถในการชำระคืนของบัณฑิตประเทศออสเตรเลียกับประเทศไทยในระบบเงินกู้แบบเดียวกันนี้พบว่า บัณฑิตออสเตรเลียมีหนี้ผูกพันประมาณ 16,000 - 20,000 เหรียญออสเตรเลีย แต่มีรายได้สูงถึง 25,000 - 30,000 เหรียญออสเตรเลียต่อปี ส่งผลให้สามารถชำระหนี้ในอัตรา 3-6% ของรายได้ และสามารถชำระหนี้เงินกู้ได้หมดไม่เกิน 10 ปี ส่วนบัณฑิตไทยนั้นจะมีหนี้ประมาณ 1 แสน ถึง 1 ล้านบาท แต่มีรายได้เพียง 8 หมื่น ถึง 1.8 แสนบาทต่อปี หากต้องการชำระหนี้ให้หมด ต้องใช้เวลาถึงประมาณ 25-30 ปี รวมถึงระบบสรรพากรที่จะนำมาใช้ในการเก็บหนี้ในระบบ ICL นั้น ในประเทศไทยยังไม่ครอบคลุมการเก็บภาษีจากเศรษฐกิจนอกระบบ ซึ่งหากบัณฑิตส่วนหนึ่งจะผันตัวเองเข้าสู่แรงงานนอกระบบ กองทุนดังกล่าวจะไม่สามารถติดตามทวงหนี้ได้
บัณฑิตอาจหลีกเลี่ยงชำระหนี้โดยใช้ช่องว่างเงื่อนไขจ่ายคืนของกองทุนฯ ศาสตราจารย์ Prof. Bruce Chapman ผู้คิดระบบเงินกู้ ICL ได้กล่าวถึง ปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งในการชำระหนี้เงินกู้ คือ วัฒนธรรมการชำระภาษีของคนในประเทศนั้น ๆ คือ หากคนในประเทศนั้นไม่เห็นความสำคัญในการเสียภาษี หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ การจัดเก็บเงินกู้ในระบบ ICL จะล้มเหลวในที่สุด ซึ่งเป็นประเด็นหนึ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ในสังคมไทยมีความกังวลอยู่มาก
นอกจากนี้ เงื่อนไขที่ผ่านมาที่รัฐกำหนดไว้ คือ การกำหนดให้กับผู้กู้ คือ ไม่กำหนดระยะเวลาการชำระคืน ไม่มีดอกเบี้ย ชำระคืนเมื่อมีความสามารถเท่านั้น หากตกงาน หรือต้องรับผิดชอบภาระครอบครัว สามารถหยุดการชำระหนี้ได้ โดยที่หนี้สินทั้งหมดไม่มีผลต่อบุคคลอื่นในครอบครัว ซึ่งเงื่อนไขดังกล่าว จะทำให้บัณฑิตส่วนหนึ่ง ไม่มีความกระตือรือร้นในการชำระหนี้ ผู้กู้สามารถหาทางหลีกเลี่ยง เนื่องจากไม่มีการผูกมัดผู้กู้เหมือนกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาเดิม ที่ต้องชำระคืนหลังเรียนจบ 2 ปี โดยไม่คำนึงว่าผู้กู้จะมีงานทำหรือไม่ ซึ่งระบบเงินกู้ ICL นั้น อาจเป็นการสร้างความเสี่ยงให้กับงบประมาณของประเทศซึ่งเป็นภาษีของประชาชนได้
การลงทุนทางการศึกษาโดยเอื้อให้กลุ่มคนต่าง ๆ สามารถเข้าถึงการศึกษาระดับสูง โดยเฉพาะการอุดมศึกษานั้น เป็นการลงทุนระยะยาวในการสร้างและพัฒนากำลังคนที่มีคุณภาพป้อนสู่ตลาดแรงงาน และจะมีผลต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต แต่ประเด็นสำคัญที่ควรคำนึงถึงเป็นอันดับต้นคือ ต้องมีการวางแผนในการใช้งบประมาณอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้การลงทุนดังกล่าว เป็นการสูญเสียงบประมาณโดยไม่จำเป็น ทั้งในแง่การผลิตบัณฑิตเป็นจำนวนมาก แต่ไม่สามารถหางานทำได้ รวมถึงจะนำไปสู่การระดมทุนจากประชาชน เพื่อนำเงินมามาอุดหนุนกองทุนฯ ในส่วนที่อาจไม่สามารถเก็บคืนจากบัณฑิตบางคนได้

ดังนั้นหากรัฐบาลจะนำระบบ ICL มากลับใช้ จำเป็นต้องมีการศึกษาถึงช่องโหว่ อุปสรรค ปัญหาต่าง ๆ อย่างจริงจัง โดยดำเนินการศึกษาในรายละเอียดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการฟังเสียงประชาพิจารณ์ของกลุ่มต่าง ๆ ในการนำมาใช้พัฒนาระบบให้เกิดประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อทุกฝ่ายอย่างแท้จริง

แสดงความคิดเห็น

0
เผยแพร่: 
0
เมื่อ: 
2008-02-24