ก้าวสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำ... โดยเน้นวิจัย

* ที่มาของภาพ - http://www.filemagazine.com/thecollection/archives/images/escalator.jpg
เมื่อปลายปี 2550 มีผลวิจัยของนักวิชาการในสหราชอาณาจักรที่บอกว่า อันดับมหาวิทยาลัยมีความสัมพันธ์กับผลงานวิจัยภายในมหาวิทยาลัย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ผลการวิจัยที่ว่าที่เป็นของ ดร.อแมนด้า เอช กูดอลล์ (Dr. Amanda H. Goodall) นักวิจัยกิตติมศักดิ์ องค์กรเพื่อการวิจัยทางเศรษฐศาสตร์และสังคม (Economic and Social Research Council: ESRC) และนักวิจัยสถาบันสอนธุรกิจมหาวิทยาลัยวอร์ริค (Warwick Business School) ซึ่งได้ศึกษาประเด็น มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงอันดับต้นต้องการนักวิจัยที่มีชื่อเสียงในอันดับต้นหรือไม่ (Should Top Universities be Led by Top Researchers and Are They?)
จากผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก ของมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้เจียงถง (Shanghai Jiao Tong University Ranking of World Universities) ซึ่งวิเคราะห์โดย ดร.กูดอลล์ การจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกนี้เทียบได้กับการจัดอันดับไทมส์ไฮเออร์ (Times Higher Education Supplement) และผลการจัดอันดับหลักสูตรของสถาบันสอนธุรกิจ (Financial Times Global MBA ranking) ผลวิเคราะห์ พบว่า มหาวิทยาลัยที่อยู่ในอันดับต้น ๆ ของโลกส่วนใหญ่ มีประธาน อธิการบดี และอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ที่มีผลงานวิจัยเป็นของตนเองจำนวนมาก
นอกจากนี้ดร.กูดอลล์ ยังศึกษาลงลึกมหาวิทยาลัยที่เน้นการวิจัยจำนวน 55 แห่ง ในสหราชอาณาจักร ซึ่งได้รับการประเมินความสามารถทางการวิจัย (Research Assessment Exercise: RAE) ระหว่างปี 1992, 1996, และ 2001 จากการศึกษา พบว่า มหาวิทยาลัยที่ดีเลิศด้านการวิจัย ส่วนใหญ่เป็นมหาวิทยาลัยที่ผู้บริหารมีประวัติและความสามารถในการทำวิจัยอย่างดีเลิศเช่นเดียวกัน
จากการวิจัยของ ดร. กูดอลล์ สามารถสรุปได้ว่า มหาวิทยาลัยในอันดับต้น ๆ ของโลก ส่วนใหญ่จะมีความโดดเด่นด้านงานวิจัย มักมีผู้บริหารมหาวิทยาลัยที่เห็นความสำคัญของการวิจัยเป็นผู้ผลักดัน
แม้ผลงานวิจัยในมหาวิทยาลัยเป็นเพียงตัวชี้วัดหนึ่งเท่านั้นในการจัดอันดับมหาวิทยาลัย แต่ถือว่าเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญ เพราะเกี่ยวข้องกับความน่าเชื่อถือด้านวิชาการของมหาวิทยาลัย หากมหาวิทยาลัยใดมีผลงานวิจัยจำนวนมาก และเป็นงานวิจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองไปในทิศทางที่ดีขึ้นด้วยแล้ว มหาวิทยาลัยยิ่งได้รับการยอมรับจากนักวิชาการ นักศึกษา และประชาชนทั่วโลก

หากพิจารณามหาวิทยาลัยในไทย พบว่า การทำวิจัยของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยยังมีน้อย เพียง 0.10 เรื่องต่อคนต่อปี จากที่สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ได้ประเมินเมื่อปี 2549 หากปล่อยไปเช่นนี้ อาจเกิด ldquo;วิกฤตภาวะอุดตันทางปัญญาrdquo; เพราะอาจารย์สามารถนำงานวิจัยไปใช้ถ่ายทอดให้กับนักศึกษา ซึ่งอาจนำไปสู่การค้นคว้าใหม่ ๆ ตามมา

ดังนั้น มหาวิทยาลัยควรหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนางานวิจัยอย่างจริงจัง แม้การทำให้มหาวิทยาลัยไทยได้รับการยอมรับด้านการวิจัยไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ หากผู้บริหารมหาวิทยาลัยให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง เพราะปัจจุบันการผลักดันภารกิจในมหาวิทยาลัยอยู่ที่กลุ่มผู้บริหารเป็นหลัก ผู้บริหารจึงควรมีแนวทางที่ชัดเจนในการสนับสนุนการทำวิจัยของคณาจารย์ในมหาวิทยาลัย โดยอาจกำหนดตารางการสอนและการวิจัยอย่างสมดุล เพื่อให้คณาจารย์มีเวลาทำวิจัย รวมถึงสร้างความร่วมมือกับภาคธุรกิจ ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อนำผลวิจัยไปใช้ประโยชน์ทางการค้าและการลงทุน อันมีผลต่อการยกระดับมหาวิทยาลัยสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก

แสดงความคิดเห็น

admin
เผยแพร่: 
0
เมื่อ: 
2008-02-17