กระตุ้นอาจารย์ทำวิจัยเพิ่ม

* ที่มาของภาพ - http://i3.photobucket.com/albums/y86/hstgz/99DSC_0051.jpg
ปลายปี 2550 องค์กร Society for Research into Higher Education (SRHE) เป็นองค์กรที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในสหราชอาณาจักร ได้จัดสัมมนาประจำปีขึ้น ซึ่งในงานสัมมนาครั้งนี้ นายสตีเฟน เคาท์ (Stephen Cout) นักวิจัยอาวุโสแห่งสหภาพมหาวิทยาลัยและวิทยาลัย (University and College Union: UCU) สหราชอาณาจักร ได้วิจารณ์ถึงบทบาทอาจารย์มหาวิทยาลัยว่า ทิ้งการทำวิจัยและหันมาเอาดีด้านการสอนหนังสืออย่างเดียว (teaching-only roles)
นายสตีเฟน เคาท์ กล่าวว่า ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จำนวนอาจารย์ที่สอนอย่างเดียวเพิ่มจาก 12,000 คน เป็น 40,000 คน อาทิ มหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน (University Collage London) มหาวิทยาลัยอิสต์แองเกลีย (University of East Anglia) ที่เคยมีความเข้มข้นด้านการวิจัย ก็พบว่าได้ทำวิจัยลดลง ทั้งที่วัฒนธรรมดังเดิมของงานวิจัยคือ อาจารย์ต้องทำวิจัยไปพร้อมกับการสอน แต่วัฒนธรรมดังกล่าวได้ลดลง
เมื่อหันกลับมาพิจารณามหาวิทยาลัยในประเทศไทย พบว่า การทำวิจัยของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยไทยมีเพียง 0.10 เรื่องต่อคนต่อปี จากการประเมินของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ปี 2549 หากปล่อยไปเช่นนี้ อาจเกิด ldquo;วิกฤตภาวะอุดตันทางปัญญาในระดับอุดมศึกษาrdquo; ปัญหาที่ตามมาคือ ความอ่อนด้อยของคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษา เนื่องจากอาจารย์ไม่สามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ การเรียนการสอนจึงเป็นลักษณะการยื่น ldquo;ความรู้กระป๋องrdquo; เป็นความรู้เดิม ๆ ที่อาจารย์ได้รับมาอีกที บรรยากาศวิชาการในมหาวิทยาลัยจึงไม่เกิดขึ้น ทั้งยังเป็นการลดความน่าเชื่อถือของมหาวิทยาลัยอีกด้วย
จากประสบการณ์การเรียนและเป็นนักวิชาการในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา พบว่ามีกลไกบางประการ ที่สามารถกระตุ้นให้อาจารย์ในมหาวิทยาลัยทำวิจัยได้ ดังนี้
กลไกกฎหมาย สหรัฐฯ ได้ปรับปรุงกฎหมายที่ชื่อว่า Bayh-Dole Act หรือ Patent and Trademark Law Amendments Act 1980 ประกาศใช้โดยสภาคองเกรสเมื่อปี 1980 และได้มีการปรับปรุงอีกครั้งเมื่อปี 1984 กฎหมายฉบับนี้ยอมให้ผู้วิจัยที่รับทุนจากงบประมาณของรัฐบาล สามารถนำผลการวิจัยไปจดสิทธิบัตรและขายสิทธิบัตรได้ ก่อให้เกิดความตื่นตัวในการทำวิจัยและจดสิทธิบัตรในมหาวิทยาลัย และกระตุ้นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคธุรกิจ ความตื่นตัวนี้เห็นได้จากการเพิ่มขึ้นของสำนักงานสิทธิบัตรในสถาบันอุดมศึกษา (Technology Licensing and Transfer Office) ระหว่างปี 1980-1990 เพิ่มจาก 25 แห่ง เป็น 200 แห่ง กฎหมายฉบับดังกล่าวสะท้อนนัยสำคัญว่า การวิจัยของสหรัฐฯ มีลักษณะการกระจายอำนาจและให้ความสำคัญกับสิทธิบัตร
กลไกการแข่งขันของอาจารย์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เป็นมหาวิทยาลัยที่รวมอาจารย์ที่มีชื่อเสียงมาถ่ายทอดความรู้แก่นักศึกษา อาจารย์เหล่านี้ล้วนมีผลงานวิจัยที่ได้รับการยอมรับมาแล้วทั้งสิ้น การรับสมัครผู้ที่มาเป็นอาจารย์ มักไม่รับบัณฑิตที่จบใหม่มาเป็นอาจารย์ จนกว่าจะไปสร้างชื่อเสียง หรือทำงานวิจัยจนได้รับการยอมรับ และแม้ว่าจะเข้ามาเป็นอาจารย์แล้ว ยังต้องทำผลงานวิจัย มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดจะใช้วิธีทำสัญญาจ้างงานชั่วคราวกับอาจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์บางประเภท ถ้าไม่มีผลงานวิจัยและงานวิชาการตีพิมพ์อย่างต่อเนื่อง ต้องออกไปทำงานที่อื่น กลไกนี้ช่วยให้อาจารย์ในฮาร์วาร์ดเกิดความกระตือรือร้นในการทำวิจัย
ประเทศไทยสามารถนำกลไกทั้ง 2 มาปรับใช้ในประเทศไทยตามความเหมาะสม อาทิ กฎหมาย Bayh-Dole Act ของสหรัฐฯ หากภาคธุรกิจจ้างมหาวิทยาลัยทำวิจัย อาจแบ่งผลประโยชน์การเป็นเจ้าของสิทธิบัตรให้มหาวิทยาลัย เป็นต้น เพื่อกระตุ้นให้อาจารย์ทำวิจัยมากขึ้น ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการมีแนวคิดที่จะนำกฎหมายฉบับนี้มาใช้เช่นเดียวกัน และนำวิธีการของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดมาใช้ โดยคัดเลือกผู้ที่มีประสบการณ์การทำวิจัย จนได้รับการยอมรับหรือได้รับการตีพิมพ์ เข้ามาเป็นอาจารย์ ไม่ควรรับนักศึกษาที่เพิ่งเรียนจบมาสอน เนื่องจากยังไม่มีประสบการณ์เพียงพอ หรือ กำหนดเงื่อนไขว่า อาจารย์มหาวิทยาลัยควรมีผลงานวิจัยที่เป็นของตัวเองภายในระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้น จึงจะได้รับการว่าจ้างต่อ หรืออาจกำหนดตารางเวลาการสอนและการทำวิจัยให้อาจารย์แต่ละคน เพื่อให้อาจารย์ทุ่มเทกับการสอนและการวิจัยได้เต็มที่ เป็นต้น

แสดงความคิดเห็น

admin
เผยแพร่: 
0
เมื่อ: 
2008-02-03