วิเคราะห์บัณฑิตล้นตลาด... เชิงมุมมองเศรษฐศาสตร์


* ที่มาของภาพ - http://www.bus.ubu.ac.th/busmemo/Image/bundit48.gif

การศึกษาระดับอุดมศึกษาในประเทศไทยมีสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ความไม่สอดคล้องระหว่างการผลิตบัณฑิตกับความต้องการของตลาดแรงงาน หากไม่รีบแก้ไขจะส่งผลกระทบเชิงลบในระยะยาว ที่ผ่านมา การแก้ไขจะใช้การปล่อยให้กลไกตลาดทำงาน โดยผลักดันให้มหาวิทยาลัยรัฐออกนอกระบบ และสนับสนุนให้ภาคเอกชนการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษามากขึ้น แต่วิธีดังกล่าวไม่แก้ปัญหาได้มากนัก เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่เป็นอุปสรรค ดังนี้

ปัจจัยด้านคุณสมบัติของตลาด

ข้อมูลตลาดแรงงานมีความไม่สมบูรณ์
การขาดระบบข้อมูลด้านตลาดแรงงานที่ดี ทั้ง ๆ ที่มีตำแหน่งงานรองรับ อาทิ ผู้หางานไม่สามารถค้นพบตำแหน่งงานที่ต้องการ หรือนายจ้างไม่สามารถค้นพบแรงงานที่มีคุณสมบัติตามต้องการ ส่งผลให้ค่าจ้างสูงเกินจริงและทำให้ผู้จบการศึกษาบางส่วนว่างงาน

การทดแทนกันของแรงงานระดับต่าง ๆ
ตลาดแรงงานของไทยให้ความสำคัญกับวุฒิการศึกษา ผู้เรียนจึงเกิดแรงจูงใจในการเรียนเพื่อใบปริญญา เพื่อเบิกทางเข้าสู่ตำแหน่งงาน ส่งผลให้แรงงานที่มีทักษะสูงหรือทักษะเฉพาะเข้าทดแทนแรงงานที่มีทักษะปานกลางหรือทักษะทั่วไป จึงผู้ที่เข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาเกินความต้องการของตลาดแรงงาน เพราะเข้าใจว่าเรียนแล้วมีโอกาสตกงานน้อย

การศึกษาปรับตัวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน ตลาดแรงงานบางสาขา มีการปรับตัวของอุปสงค์และอุปทานไม่เท่ากัน ทำให้มีแรงงานขาดแคลนหรือเกินความต้องการเป็นวัฏจักร สมมติว่า ในปัจจุบัน วิศวกรโยธาขาดแคลน ค้าจ้างแรงงานจึงสูง จึงมีผู้เรียนสาขานี้เพิ่มขึ้น ในอีก 4 ปีต่อมา มีผู้จบวิศวกรโยธาเข้าสู่ตลาดแรงงานจำนวนมาก จนเกิดอุปทานแรงงานส่วนเกิน (excess supply of labour) ทำให้ค่าจ้างแรงงานวิศวกรโยธาลดลง ส่งผลให้มีผู้เรียนสาขานี้ลดลง และอีก 4 ปีข้างหน้า เกิดอุปสงค์ส่วนเกิน (excess demand of labour) วิศวกรโยธาลดลง ค่าจ้างเพิ่มอีกครั้ง

ปัจจัยด้านผู้เรียน

ตามทฤษฎีทุนมนุษย์ (Human Capital) การศึกษาเป็นการลงทุนที่หวังผลตอบแทนในอนาคต ดังนั้น การตัดสินใจว่าเรียนต่อระดับอุดมศึกษา หรือตัดสินใจเรียนในสาขาใด ขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์ cost - benefit ของการลงทุนทางการศึกษา (สมมติให้ปัจจัยอื่นคงที่) แต่ปัญหาแรงงานล้นตลาดเกิดขึ้น ในกรณีที่ผู้เรียนไม่ทราบข้อมูลตลาดแรงงาน ขาดข้อมูลการจ้างงานและผลตอบแทนในแต่ละสาขา

ปัจจัยจากผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา

การแสวงหากำไรสูงสุดของสถาบันการศึกษาเอกชน
ผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาเอกชนเปรียบเหมือนผู้ผลิตสินค้า ย่อมแสวงหากำไรสูงสุดกับรายได้ที่มาจากค่าเล่าเรียนของนักศึกษา โดยรับนักศึกษาจำนวนมาก และเปิดหลักสูตรพิเศษหลายหลักสูตร โดยไม่คำนึงถึงความต้องการของตลาด จนส่งผลทำให้เกิดแรงงานล้นตลาด

ปัญหาตัวแทนของรัฐ
เกิดจากผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาของรับ ซึ่งเป็นตัวแทนรัฐ ต้องการแสวงหาประโยชน์ที่มาจากรายได้ จึงใช้วิธีการรับนักศึกษาจำนวนมากเพื่อหารายได้ ทั้งยังเกิดจากความคลาดเคลื่อนของข้อมูลการศึกษาที่รัฐได้รับจากผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา ทำให้การวางแผนผลิตบัณฑิตไม่สอดคล้องกับตลาดแรงงาน ประกอบกับการที่รัฐไม่มีระบบการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพพอ ขาดกลไกที่เข้มแข็งในการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล จึงทำให้รัฐไม่สามารควบคุมการผลิตบัณฑิตให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, ข้อเสนอยุทธศาสตร์และแนวทางการปฏิรูปอุดมศึกษาไทย, 2546) จนนำไปสู่ปัญหาการผลิตบัณฑิตเกิดความต้องการของตลาดแรงงาน

ปัจจัยจากนโยบายของรัฐบาล

การดำเนินนโยบายของรัฐบาล อาจส่งผลให้ผลิตบัณฑิตที่ไม่สอดคล้องกับตลาดแรงงาน อาทิ การกำหนดนโยบายที่หวังคะแนนนิยมในระยะยาว หรือนโยบายที่เห็นผลระยะสั้น เนื่องจากวาระการดำรงตำแหน่งสั้น เช่น กระจายโอกาสการเข้าถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษาให้มากที่สุด โดยไม่คำนึงถึงความต้องการของตลาดแรงงาน เป็นต้น หรือนโยบายที่สร้างประโยชน์ให้แก่ตนเองและพวกพ้อง เช่น คอร์รัปชันจากโครงการจัดซื้อต่าง ๆ ผูกขาดการจัดหลักสูตร เพราะต้องการควบคุมงบประมาณให้เป็นไปตามความต้องการของพวกพ้อง เป็นต้น นโยบายลักษณะนี้ก่อให้เกิดปัญหาบัณฑิตล้นตลาดแรงงานในอนาคต

ทางออกปัญหาการผลิตบัณฑิตที่ไม่สอดคล้องกับตลาดแรงงาน อันเนื่องมาจากการปล่อยให้กลไกตลาดการศึกษาทำงาน ทำได้โดยการวิจัยความต้องการแรงงานในแต่ละสาขาต่อเนื่องทุกปี พร้อมทั้งกำหนดมาตรการที่บังคับให้สถาบันอุดมศึกษา ทั้งรัฐและเอกชน ผลิตบัณฑิตที่สอดคล้องกับตลาดแรงงาน นอกจากนี้ ควรกระจายข้อมูลความต้องการของตลาดแรงงานให้แก่ผู้เรียน เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจศึกษาต่อและที่สำคัญ รัฐบาลสมัยหน้าไม่ควรดำเนินนโยบายการศึกษาในลักษณะที่ขยายโอกาสการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาจนเกินพอดี แต่ควรเป็นนโยบายที่ส่งเสริมการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน

แสดงความคิดเห็น

0
เผยแพร่: 
0
เมื่อ: 
2007-12-04