ผมกล่าวเสมอว่า “ในเรื่องเดียวกัน คนที่มีหลักปรัชญาที่แตกต่างกัน จะมีจุดยืนและการตัดสินใจที่แตกต่างกัน” ยกตัวอย่าง เหมา เจ๋อตุง และเติ้ง เสี่ยวผิง บริหารจัดการประเทศจีนต่างกัน เพราะมีปรัชญาเบื้องหลังเกี่ยวกับมนุษย์ที่ไม่เหมือนกัน
     เหมา เจ๋อตุง มีหลักปรัชญาที่ว่า ‘มนุษย์เห็นแก่ผู้อื่น ยินดีเสียสละแบ่งปัน ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน’ทำให้เกิดเศรษฐกิจแบบวางแผนจากส่วนกลางและระบบคอมมูน โดยมองว่าชาวนาเป็นแรงงานของรัฐ ทุกคนได้รับผลตอบแทนเท่ากัน
     เติ้ง เสี่ยวผิง มีหลักปรัชญาว่า ‘มนุษย์เห็นแก่ประโยชน์ตัวเองมากกว่าผู้อื่น’ และการจะทำเพื่อผู้อื่นนั้นจะต้องมีแรงจูงใจ จึงนำไปสู่การปฏิรูปเศรษฐกิจโดยการใช้แรงจูงใจแก่ชาวนาในชนบท และใช้กลไกตลาดแบบค่อยเป็นค่อยไป
     ประเทศมาเลเซียมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการพัฒนาประเทศให้เป็นประเทศพัฒนาแล้ว หรือประเทศรายได้สูง (รายได้ประชาชาติต่อหัวอยู่ที่ 15,000 ดอลลาร์ ตามเกณฑ์ของธนาคารโลก) ภายในปี 2020 โดยปัจจุบัน ประเทศมาเลเซียมีรายได้ต่อหัวประชากร (GNI per capita, Atlas method) ในปี 2016 อยู่ที่ 9,860 ดอลลาร์ ขณะที่ประเทศไทยมีรายได้ต่อหัวประชากรอยู่ที่ 5,640 ดอลลาร์ 
     ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียกำลังจะทิ้งห่างประเทศไทยไปเรื่อย ๆ การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นประเทศรายได้สูงโดยเร็ว จึงเป็นเป้าหมายที่เราควรผลักดันให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งผมหวังว่าประเทศไทยจะกลายเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2030 

ข้อมูลจากธนาคารโลก บ่งชี้ว่า ประเทศที่ประชาชนมีความรักชาติมากจะมีการคอร์รัปชันต่ำ ประชาชนจะสนใจเพื่อนร่วมชาติ และไม่ละเมิดกฎหมาย สิทธิของผู้อื่น ส่งผลให้ประชาชนมีความสุข โดยคนที่ทำร้ายสังคมหรือคอร์รัปชันจะถูกต่อต้านและคว่ำบาตร ในทางตรงกันข้าม ประชาชนที่ไม่รักชาติ จะทำลายซึ่งกันและกัน เพื่อประโยชน์ส่วนตัว ไม่สนใจเรื่องการฉ้อฉล กลโกง และความพินาศของประเทศ พฤติกรรมดังกล่าวย่อมนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจ และความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งส่งผลร้ายต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศโดยตรง

การรักชาติ นับเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการสร้างชาติ คำถามสำคัญ คือ ควรรักชาติอย่างไร และความรักแบบใดที่นำไปสู่การสร้างชาติที่แท้จริง

โดยทั่วไป ความรักมีหลากหลายนิยามและรูปแบบ ส่วนมากจะเป็นการอธิบายและพรรณนาถึงลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน แต่ความรักที่จะนำการสร้างชาตินั้น จำเป็นต้องใช้ “ความรักแท้”

Recently, I was honored by the Inter-City Motorways Division, Department of Highways to be a keynote speaker for a seminar held on the topic of “Co-thinking & Co-planning for the Future of Thai Motorways”. This event was convened under a project to identify strategies for the development of motor expressways connecting different cities of Thailand.
This project involves an investment of 2.1 billion baht over a ten year time frame (from 2017 to 2027), with development of a total of twenty-one expressways for a total distance of 6,612 kilometers covering each region of the country.
 
At the end of April 2016 a coordinating committee consisting of three parties (the Thai Cabinet, the National Legislative Assembly, and the National Reform Steering Assembly) resolved to speed up the Bio-economy Reform Strategy in order to include it in both the National 20 Year Plan and the 12th National Economy & Social Development Plan.
 

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2560 ผมได้รับเชิญไปบรรยายในการประชุมวิชาการด้านการบริหารธุรกิจระดับชาติและนานาชาติ ปี 2560 (Business Administration National and International Conferences 2017) ซึ่งจัดโดยคณะบริหารธุรกิจและการจัดการ มหาวิทยาลัย  ราชภัฏอุบลราชธานี ภายใต้หัวข้อ ‘ผลกระทบของนวัตกรรมต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก’ ผมจึงขอแบ่งปันถึงสิ่งที่ได้นำเสนอในงานประชุมครั้งนี้

เป็นที่ทราบกันดีว่า ความจำเป็นของนวัตกรรมต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลกในอนาคตมีมากมายหลายประการ โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการสร้างความแตกต่างหรืออัตลักษณ์ของสินค้าและบริการ เพราะยุคนี้เป็นยุคแห่งนวัตกรรม

นวัตกรรมตามแนวคิดของผม จำแนกออกเป็น 3 ระดับ หรือที่ผมเรียกว่า “นวัตกรรม 3 ระดับ” หรือ Dr. Dan Can Do 3I Innovation Modelได้แก่
ระดับที่ 1 นวัตกรรมความคิด (Ideation Innovation)
ระดับที่ 2 นวัตกรรมการปฏิบัติ (Implementation Innovation)
ระดับที่ 3 นวัตกรรมผลกระทบ (Impact Innovation)  

ผมได้นำทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ เรื่อง ฟังก์ชั่นการผลิต (Production Function) มาจับประวัติศาสตร์อารยธรรมโลก ตั้งแต่ยุคบรรพกาล จนถึงปัจจุบัน และคาดการณ์ไปยังอนาคต สร้างเป็นทฤษฎี “การเปลี่ยนผ่านทางสังคม: คลื่นอารยะ 7 ลูก” ซึ่งอยู่ในหนังสือสยามอารยะ แมนนิเฟสโต ได้แก่ คลื่นลูกที่ 0 – ยุคสังคมเร่ร่อน คลื่นลูกที่ 1 – ยุคสังคมเกษตรกรรม คลื่นลูกที่ 2 – ยุคสังคมอุตสาหกรรม คลื่นลูกที่ 3 – ยุคสังคมข้อมูลข่าวสาร คลื่นลูกที่ 4 – ยุคสังคมความรู้ คลื่นลูกที่ 5 – ยุคสังคมปัญญา คลื่นลูกที่ 6 – ยุคสังคมความดี การเปลี่ยนแปลงแต่ละยุคเกิดจากการที่มนุษย์รู้จักใช้ความคิดปฏิวัติสังคม ประเทศที่สามารถขี่ยอดคลื่นการเปลี่ยนแปลงได้ก่อนจะเป็นผู้ชนะ สามารถก้าวสู่การเป็นประเทศชั้นแนวหน้าที่ทรงอิทธิพลของโลก โลกกำลังจะเปลี่ยนจากสังคมข้อมูลข่าวสารเข้าสู่สังคมความรู้ ทำให้ความรู้และนวัตกรรมจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการแข่งขันและการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลกในอนาคต ทั้งนี้ในปัจจุบัน มีสถานการณ์ที่สะท้อนถึงความจำเป็นของนวัตกรรมต่อเศรษฐกิจโลก ได้แก่

“‘การสร้างชาติ’ จะต้องเกิดมาจากความร่วมมือของประชาชนทั้งประเทศ และมีเป้าหมายในการนำประเทศให้ก้าวไปสู่ความเป็นอารยะ กล่าวคือ ไม่ได้มุ่งแก้เพียงอาการของปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่ต้องแก้ไปถึงรากของปัญหาที่อยู่เบื้องลึก” ไม่ว่าเด็ก เยาวชน หรือผู้ใหญ่ ทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างชาติได้  โดยเฉพาะเยาวชนซึ่งเป็นกลุ่มคนสำคัญที่จะกลายเป็นกำลังหลักในอนาคตในการกำหนดทิศทางของประเทศชาติบ้านเมือง เป็นช่วงวัยที่มีพลัง มีมุมมองทัศนคติต่อประเทศและโลกที่เปิดกว้าง ก้าวทัน และว่องไวในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง เป็นทั้งผู้รับและผู้ดำเนินการพัฒนาประเทศในอนาคต เมื่อวันที่ 15 – 17 ธันวาคม 2560 ที่ผ่านมา สถาบันการสร้างชาติ (NBI) และนักศึกษาหลักสูตรนักบริหารระดับสูงเพื่อการสร้างชาติ (นสช.) รุ่นที่ 2 ได้จัดค่ายเยาวชนสร้างชาติ (NBI – Youth Camp) รุ่นที่ 1  ณ ค่ายลูกเสือ จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีนักเรียนและนักศึกษาเข้าร่วมค่ายกว่า 300 คน และผมได้บรรยายในประเด็น “ทำไมเยาวชนต้องสร้างชาติ” ซึ่งจะขอนำเสนอในบทความตอนนี้ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีเยาวชนจำนว

เมื่อไม่นานมานี้ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนาแห่งปีTHAILAND 2018 จุดเปลี่ยนและความท้าทาย โดยมีเนื้อหาสำคัญ คือ ปี 2018 จะเป็นปีที่เศรษฐกิจจะเข้าสู่ยุครุ่งเรืองและจะใช้โอกาสที่มีอยู่เร่งแก้ไขปัญหาความยากจน โดยตั้งเป้าว่าคนไทยทุกคนที่ยังยากจนอยู่จะต้องหายจนให้ได้ในปีหน้า
 
และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว ภาครัฐมีแผนที่จะหาทางนำเงินงบประมาณที่จัดเก็บจากท้องถิ่นราว 2 แสนล้านบาทไปจัดสรรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อนำไปทำโครงการพัฒนาท้องถิ่น ทำให้เกิดการจ้างงาน พัฒนาวิสาหกิจชุมชนและดูแลผู้สูงอายุ พร้อมทั้งกระตุ้นการท่องเที่ยวสู่ภูมิภาค เพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชน โดยให้นำค่าใช้จ่ายจาการท่องเที่ยวท้องถิ่นมาหักลดหย่อนภาษีได้ 1.5 หมื่นบาท เป็นต้น
 
คำประกาศดังกล่าวถือเป็นความท้าทายและทำให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่คนยากจนจะหมดไปในปีหน้าและจะเป็นไปได้อย่างไร ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมมีความคิดเห็นในเรื่องดังนี้
 
         ผมได้อ่านบทความหนึ่งในนิตยสาร Forbes – The 400 Richest People in America ฉบับวันที่ 14 พฤศจิกายน ค.ศ.2017 เกี่ยวกับ “เศรษฐีใจบุญที่สุด” ในสหรัฐอเมริกา กล่าวคือ มีการจัดอับดับเศรษฐีที่ “ให้” มากที่สุด โดยพิจารณาจากปริมาณเงินที่ให้หรือบริจาคเป็นหลัก ทั้งนี้
ผมขอกล่าวถึงเพียง 5 อันดับแรกของผู้ใจบุญที่สุดในสหรัฐฯ ดังต่อไปนี้ 
         อันดับ 1 วอร์เรน บัฟเฟตต์ บริจาคเงิน 2,861 ล้านดอลลาร์
         อันดับ 2 บิล และ เมอลินดา เกตส์ บริจาคเงิน 2,142 ล้านดอลลาร์
         อันดับ 3 ไมเคิล บลูมเบิร์ก บริจาคเงิน 600 ล้านดอลลาร์
         อันดับ 4 จอร์จ โซรอส บริจาคเงิน 531 ล้านดอลลาร์
         อันดับ 5 ชัค ฟีเนย์ บริจาคเงิน 482 ล้านดอลลาร์