แปลง VAT ให้เป็นเงินออมของคนจน (1): หลักการของนโยบาย

ประเทศที่มีระบบภาษีขั้นมาตรฐาน ทุกประเทศนั้นต้องมีระบบการคืนภาษี (Tax refund system) ซึ่งรวมถึงการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ด้วย เช่นเดียวกับประเทศไทยที่มีระบบคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาซื้อของในประเทศไทย
ผมจึงเกิดความคิดที่จะเสนอนโยบายใหม่ซึ่งประเทศไทยไม่เคยมีมาก่อน คือ การคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่คนยากจนสำหรับเป็นเงินออมระยะยาว เนื่องด้วยแนวคิดและการดำเนินการของนโยบายนี้เป็นเรื่องใหม่ ทำให้จำเป็นต้องใช้เนื้อที่ในการอธิบายมากเพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ผมจึงขอแบ่งบทความนี้ออกเป็น 2 ตอน โดยในตอนแรก ผมจะอธิบายถึงหลักการเชิงแนวคิดของนโยบายนี้ ส่วนแนวทางการดำเนินการภาคปฏิบัตินั้น ผมจะขออธิบายในตอนที่สอง
หลักการและเหตุผลที่สนับสนุนนโยบายนี้อาจแบ่งได้เป็นสองประเด็น ประเด็นแรก คือ ความยุติธรรมในการจัดเก็บภาษีและการกระจายรายได้ และประเด็นที่สอง คือ ความจำเป็นในการออมระยะยาว อันเนื่องจากความเสี่ยงและผลกระทบจากการเปลี่ยนโครงสร้างประชากร
สำหรับประเด็นแรก ภาษีมูลค่าเพิ่มได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นระบบภาษีที่ไม่เป็นธรรมสำหรับคนยากจน เนื่องจากคนจนต้องรับภาระภาษีมากกว่าคนรวย ซึ่งผมเห็นด้วยในประเด็นนี้ โดยจะขออธิบายดังต่อไปนี้
ภาษีมูลค่าเพิ่มถูกจัดอยู่ในประเภทภาษีทางอ้อม ซึ่งเป็นภาษีที่ผู้ถูกเก็บสามารถผลักภาระไปให้ผู้อื่นได้ แม้รัฐบาลจะจัดระบบการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ผลิต แต่ผู้ผลิตจึงสามารถผลักภาระภาษีไปให้แก่ผู้บริโภคได้โดยการขึ้นราคาสินค้า จึงเท่ากับว่าผู้บริโภคที่ซื้อสินค้านั้นต้องร่วมรับภาระในการจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย
หากพิจารณาอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มต่อราคาสินค้าที่ผู้บริโภคทุกคนต้องจ่ายในอัตราเท่ากัน อาจดูเหมือนว่าผู้บริโภคทุกคนมีภาระจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มเท่าเทียมกันและเป็นธรรม เพราะทุกคนต้องจับจ่ายในการซื้อสินค้าและบริการ ยิ่งไปกว่านั้นคนรวยมักจะซื้อสินค้ามากกว่าคนยากจน ทำให้ต้องจ่ายภาษีเป็นมูลค่าโดยรวมที่มากกว่าคนยากจนอยู่แล้ว แต่หากพิจารณามูลค่าของภาษีมูลค่าเพิ่มที่คนยากจนต้องจ่ายเมื่อเทียบกับรายได้ของเขา คนยากจนจะมีอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องจ่ายเมื่อเทียบกับรายได้สูงกว่าคนรวย เนื่องจากคนยากจนมีสัดส่วนรายจ่ายต่อรายได้สูงกว่าคนรวย
ความแตกต่างระหว่างคนยากจนกับคนรวย คือการมีเงินออม คนจนนั้นแทบไม่มีเงินออมเลย ซ้ำร้ายกว่านั้นอาจจะต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อมาใช้จับจ่ายใช้สอยอีก เพราะคนยากจนมีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย แต่คนรวยนั้นสามารถมีเงินออมได้สูงเมื่อเทียบกับรายได้ รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าและบริการจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของรายได้เท่านั้น
ตามหลักเศรษฐศาสตร์การคลัง ระบบภาษีต้องถูกออกแบบเพื่อสร้างความเท่าเทียมในการกระจายรายได้ กล่าวคือเป็นระบบภาษีแบบอัตราก้าวหน้า (Progressive tax) ซึ่งเป็นระบบภาษีที่มีอัตราภาษีสูงขึ้นหากรายได้ของผู้จ่ายภาษีมากขึ้น ในขณะที่คนยากจนควรจะได้รับการยกเว้นภาษี ดังตัวอย่างระบบภาษีรายได้บุคคลธรรมดา แต่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มในปัจจุบันนั้น นอกจากคนจนจะไม่ได้รับการยกเว้นมูลค่าเพิ่มแล้ว ยังมีอัตราภาษีต่อรายได้สูงกว่าคนรวยอีกด้วย
ความจริงแล้ว กระทรวงการคลังไม่ได้ต้องการสร้างความไม่เป็นธรรมด้วยการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากคนจน เพียงแต่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติที่กรมสรรพากรจะไปสั่งให้ผู้ผลิตผลักภาระภาษีมูลค่าเพิ่มไปให้แต่คนซื้อที่รวยเท่านั้น ดังนั้นการจัดระบบภาษีเสียใหม่โดยนำเงินภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนที่คนจนจ่ายกลับคืนไปให้ตัวเขาเอง จึงอาจถือว่าเป็นการสร้างความเป็นธรรม เพราะทำให้คนจนซึ่งสมควรได้รับการยเว้นภาษีอยู่แล้วสามารถได้รับการยกเว้นจริงในภาคปฏิบัติ
อีกประเด็นที่สนับสนุนแนวคิดของนโยบายนี้คือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร เนื่องจากประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมสูงอายุ โดยมีสัดส่วนของจำนวนประชากรผู้สูงอายุต่อจำนวนประชากรทั้งหมดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ (ตารางที่ 1) ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ไม่มีรายได้จากการทำงานตามปกติ แต่รายจ่ายกลับจะเพิ่มสูงขึ้นตามค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล เพราะสุขภาพที่ร่วงโรยไปตามวัย
ตารางที่ 1: สัดส่วนประชากรผู้สูงอายุต่อประชากรไทยทั้งหมด พ.ศ. 2548-2568
ปี
2548
2558
2568
ร้อยละของประชากรที่อายุเกิน 60 ปี
10.3
13.8
20.0
ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ด้วยเหตุนี้ ปัจจัยหลักที่จะทำให้ผู้สูงอายุดำรงชีวิตอย่างมีความสุขอยู่ได้คือเงินออม ไม่ว่าจะเป็นเงินออมซึ่งผู้สูงอายุออมไว้เองตั้งแต่เมื่อครั้งหนุ่มสาว หรือเงินออมของภาครัฐซึ่งรัฐบาลได้เตรียมวางแผนไว้ให้เพื่อช่วยเหลือในรูปของสวัสดิการ ทั้งนี้ข้อมูลในตารางที่ 1 ชี้ให้เห็นว่าในอีกประมาณ 20 ปีข้างหน้า ประชากรสูงอายุมีสัดส่วนจากประชากรทั้งหมดเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 2 เท่า ซึ่งอาจมีนัยว่าประเทศไทยต้องมีเงินออมเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 2 เท่าด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น แนวโน้มสัดส่วนประชากรวัยแรงงานที่กำลังมีสัดส่วนลดลงนับตั้งแต่ช่วงปี 2553 - 2558 เป็นต้นไป แสดงว่ารายได้ของภาครัฐจากการจัดเก็บภาษีกำลังอัตราการเพิ่มขึ้นช้ากว่าการเพิ่มขึ้นของภาระงบประมาณที่จะต้องใช้ในการดูแลผู้สูงอายุ ขณะที่ครอบครัวมีแนวโน้มมีลูกน้อยลงทำให้ผู้สูงอายุในอนาคตพึ่งพาลูกหลานได้น้อยลง รัฐบาลจึงจำเป็นต้องมีนโยบายเพื่อที่จะเพิ่มเงินออมของประเทศ ทั้งเงินออมภาครัฐและภาคเอกชนให้สูงขึ้นอย่างเร่งด่วน ซึ่งการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้คนยากจนเป็นแนวทางหนึ่งในการเพิ่มเงินออมแก่คนยากจน
ทั้งนี้ภาษีมูลค่าเพิ่มที่คืนให้คนจนสมควรเป็นกรรมสิทธิ์ของเขาเองก็จริงอยู่ เพราะคนจนไม่สมควรต้องเสียภาษีอยู่แล้ว แต่รัฐบาลควรแน่ใจว่าเงินที่คืนให้นั้นจะเป็นประโยชน์ต่อตัวเขาจริง ๆ ดังนั้นหากในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้าประชากรสูงอายุจะมีจำนวนมาก รัฐบาลมีภาระมากขึ้นและอาจดูแลไม่ทั่วถึง การคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่คนจนในรูปเงินออมระยะยาว เพื่อเป็นหลักประกันว่าเขาจะมีเงินออมส่วนหนึ่งสำหรับการดำรงชีวิตในวัยชราได้อย่างมีความสุขมากขึ้น จึงเป็นหลักการที่สมเหตุสมผล
ในแง่เศรษฐกิจมหภาค การคืนภาษีมูลค่าเพิ่มในรูปของเงินออมระยะยาวเป็นการยืนยันถึงจำนวนเงินออมของประเทศ เพื่อที่จะสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรดังกล่าวได้
ในบทความตอนแรกนี้พูดถึงเรื่องหลักการและแนวคิดซึ่งเป็นนามธรรม แต่ในบทความตอนต่อไปนั้นจะลงรายละเอียดของการนำแนวคิดนี้ไปใช้ ทั้งในด้านการบริหารนโยบาย สำหรับการออกแบบระบบการคิดเงินคืนภาษีและการสร้างบัญชีเงินออมระยะยาวเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมและป้องกันไม่ให้เกิดการ ldquo;โกงระบบrdquo; ได้ อีกทั้งจะกล่าวถึงประเด็นที่ควรพิจารณาอื่น ๆ ด้วย
* นำมาจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันพุธดีที่28 พฤษภาคม 2551

แสดงความคิดเห็น
0
เผยแพร่: 
0
เมื่อ: 
2008-05-29