พลังใจ

เมื่อคนเก่งมารวมตัวกัน อาจเป็น ?ทีมที่แย่ที่สุด?!!!
 
ข้อสรุปหนึ่งที่ผมได้รับจากประสบการณ์ทำงานเป็นทีม ในคณะทำงานที่ประกอบไปด้วย คนเก่ง คนมีความรู้ความสามารถ ผู้เชี่ยวชาญชำนาญการ ผู้มีตำแหน่งสูง ๆ มักจะขับเคลื่อนงานด้วยความยากลำบาก เพราะแต่ละท่านมักมีวาระของตน พยายามนำเสนอความคิดเห็นของตนเองให้ทุกคนยอมรับ แต่กลับไม่ค่อยรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ทำให้ไม่สามารถได้ข้อสรุปที่เป็นข้อตกลงของทุกคนในทีมได้
 
...อย่าก้าวสู่ตำแหน่ง ?ผู้นำ? เพียงเพราะทำงานมานาน
 
ดร.วินซ์ โมรินาโร (Vince Molinaro) ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาภาวะผู้นำ กล่าวถึงผู้นำที่เลวร้าย 10แบบที่ลูกน้องอยากจะร้องตะโกนออกมา  ได้แก่ 

ภาษิตโบราณบทหนึ่งได้กล่าวเอาไว้อย่างน่าฟังว่า?กองทัพแกะที่นำโดยสิงโตย่อมชนะกองทัพสิงโตที่นำโดยแกะ? (An army of sheep led by a lion would defeat an army of lions led by a sheep.)
 
การมีผู้นำที่มีคุณลักษณะเหมาะสมอยู่ในตำแหน่ง หรือ เป็นแกนนำขับเคลื่อนการพัฒนาในระดับต่าง ๆ นับว่ามีความสำคัญ ด้วยว่าผู้นำ หรือ แกนนำเหล่านี้จะส่งเสริมให้ประเทศชาติ สังคม และหน่วยงาน/องค์กร สามารถขับเคลื่อนภารกิจการงานให้บรรลุสู่ความสำเร็จ คนกลุ่มต่าง ๆ ให้การยอมรับ เกิดพลังแรงร่วมใจ เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการจัดการแก้ไขปัญหาและปฏิบัติกิจการงานร่วมกัน สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศชาติ สังคม และหน่วยงาน/องค์กรให้เกิดความเจริญก้าวหน้าอย่างแท้จริง

ผู้นำจะไม่สามารถทำสิ่งใดสำเร็จได้ หากไม่มีใครร่วมมือ!!!!
 
ผมเชื่อในพลังทวีคูณ (synergy) ของการทำงานเป็นทีม คนทำงานแต่ละคนที่ผนึกกำลังกันเป็น ?ทีมงาน? นับเป็นหัวใจที่จะนำความสำเร็จมาสู่การทำงาน เพราะจะทำให้เกิดการประสานส่วนดีหรือจุดแข็งของแต่ละคนมาสนับสนุนกันและกัน เป็นการผนึกกำลังให้ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่คน ๆ เดียวไม่อาจทำได้ 
 
อย่างไรก็ตาม แทนที่ทีมงานจะมี ?พลังบวก? ทวีคูณ อาจกลับกลายเป็นมี ?พลังลบ? ทวีคูณได้ หากขาดกำลังใจในการทำงาน เพราะถูกปฏิบัติจากหัวหน้าทีมอย่างไม่เหมาะสม อาทิ

...บริษัทของคุณมี ?โจร? ทำงานอยู่ด้วยหรือไม่?

คนเหล่านี้อาจจะทำงานเก่ง มีความรู้ความสามารถ มีความกระตือรือร้น หนักเอาเบาสู้ พร้อมช่วยเหลือองค์กรอยู่เสมอ และอยู่มานาน จนมีตำแหน่งสูง คุณอาจจะไม่รู้เลยว่า เบื้องหลังการทำงานให้องค์กร เขากำลัง ?โกง? องค์กร กอบโกยผลประโยชน์มิชอบเข้ากระเป๋าตนเองอยู่

ในช่วงที่ผ่านมา ข่าว ?แชทในเวลางาน ถูกไล่ออก? คงเป็นข่าวที่สร้างความประหวั่นพรั่นพรึงให้กับบรรดาลูกจ้าง เพราะคงไม่มีใครคิดว่า เพียงการแชทหรือเล่นอินเตอร์เน็ตในเวลางาน ซึ่งไม่น่าจะเบียดบังเวลางานมาก กลับกลายเป็นความผิด ถึงขั้นเลิกจ้างได้ และแม้ลูกจ้างจะยื่นฟ้องต่อศาลแรงงานกลางว่า ถูกเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม แต่ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง เพราะเป็นความจริงที่ทำให้บริษัทนายจ้างได้รับความเสียหาย
 
จากข้อมูลที่ทราบมา มีพนักงานประมาณ 30 คนแล้ว จากหน่วยงานต่าง ๆ ที่ถูกเลิกจ้าง เพราะเบียดบังเวลาทำงาน ไปใช้ในการแชทและเล่นอินเตอร์เน็ตนานกว่า 1 ชั่วโมง ในเรื่องส่วนตัว ทำให้ขาดความจดจ่อในการทำงาน ส่งผลให้งานที่ทำล่าช้า ต่ำกว่ามาตรฐาน ส่งงานไม่ทันตามกำหนด สร้างความเสียหายต่อองค์กร แม้ได้ตักเตือนด้วยวาจาและออกหนังสือเตือนแล้ว แต่ยังคงพฤติกรรมเช่นเดิม จึงต้องให้ออกจากงาน

ทำงาน 52 นาที พัก 17 นาที เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน....
 
เมื่อเดือนกรกฎาคม 2557 จูเลีย กิลฟอร์ด (Julia Gifford) ได้นำเสนอบทความชื่อ The Rule of 52 and 17: It's Random, But it Ups Your Productivity  หรือ กฎทำงาน 52 นาที พัก 17 นาที เพิ่มผลิตภาพ ซึ่งเป็นบทสรุปจากการติดตามและสำรวจผู้ใช้แอพพลิเคชั่น DeskTime ซึ่งเป็นโปรแกรมในการช่วยติดตามการทำงานของผู้เข้ารับวิจัย เพื่อศึกษานิสัยของคนที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด 
 
การสำรวจพบว่า ร้อยละ 10 ของผู้ที่สามารถสร้างผลิตภาพได้สูงสุด จะใช้เวลาพักได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยพวกเขาจะใช้เวลาเฉลี่ยในการทำงานอย่างจริงจังต่อเนื่องเป็นเวลา 52 นาที และจากนั้นจะพักประมาณ 17 นาที ก่อนที่จะกลับมาทำงานอย่างตั้งอกตั้งใจต่อไป ซึ่งสามารถทำงานได้อย่างประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

การตัดสินที่ผิดพลาดและล้มเหลวของ ?คนเก่ง? จำนวนไม่น้อย เกิดขึ้นจากความเชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไป จนละเลยที่จะวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรอบคอบ ไม่ขอคำปรึกษา ไม่ฟังคำแนะนำจากผู้อื่นก่อนตัดสินใจ แต่คิดเองทำเอง ...ในที่สุด เมื่อตัดสินใจผิดพลาด ไม่เพียงตัวเองรับผล แต่บุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งองค์กรต้องรับผลร้ายไปด้วย 
 
ตัวอย่างของ จิม บาลซิลี (Jim Balsillie) อดีตซีอีโอ ของบริษัท RIM (Research In Motion) ผู้ผลิต Blackberry น่าจะเป็นบทเรียนการตัดสินใจที่ผิดพลาดได้ดี จากความประมาทคู่แข่ง โดยในปี 2007 แอปเปิ้ลเปิดตัวไอโฟน แทนที่เขาจะรับมือด้วยการสร้างแบรนด์ตัวเองให้แข็งแกร่งในตลาดสมาร์ทโฟน เขากลับเพิกเฉยไม่เชื่อว่าไอโฟนจะเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวได้ เพราะฐานลูกค้าของ Blackberry ในตอนนั้นนำหน้าไอโฟนอยู่หลายช่วงตัว เขาใช้เวลาในช่วงนั้น วุ่นวายอยู่กับการพยายามซื้อทีมฮ็อคกี้ 
ปัจจุบัน ในสังคมมีคำเรียกหญิงวัยกลางคนถึงสูงอายุที่แสดงพฤติกรรม ?เห็นแก่ตัว? ว่า มนุษย์ป้า
 
ในพจนานุกรมออนไลน์ Longdo Dictionary ให้ความหมายคำว่า ?มนุษย์ป้า? ไว้ว่า ?คำที่ใช้เรียกผู้ที่มีพฤติกรรมที่มีลักษณะที่เห็นแก่ตัว ทำสิ่งต่าง ๆ โดยไม่สนใจว่าจะทำให้ผู้อื่นหรือสังคมเดือดร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การแย่งที่นั่งว่างในรถโดยสาธารณะ, การแซงคิวไม่ยอมต่อแถวคอยเวลาขึ้นรถไฟฟ้า, โดยส่วนมากจะเป็นสุภาพสตรีในวัยกลางคนจนถึงสูงอายุ จึงเป็นที่มาถึงคำว่า "ป้า" เริ่มเป็นที่ใช้กันแพร่หลายในเครือข่ายสังคมออนไลน์ ในช่วงปี 2557?