พลังใจ

เมื่อคนเก่งมารวมตัวกัน อาจเป็น ‘ทีมที่แย่ที่สุด’!!!
 
ข้อสรุปหนึ่งที่ผมได้รับจากประสบการณ์ทำงานเป็นทีม ในคณะทำงานที่ประกอบไปด้วย คนเก่ง คนมีความรู้ความสามารถ ผู้เชี่ยวชาญชำนาญการ ผู้มีตำแหน่งสูง ๆ มักจะขับเคลื่อนงานด้วยความยากลำบาก เพราะแต่ละท่านมักมีวาระของตน พยายามนำเสนอความคิดเห็นของตนเองให้ทุกคนยอมรับ แต่กลับไม่ค่อยรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ทำให้ไม่สามารถได้ข้อสรุปที่เป็นข้อตกลงของทุกคนในทีมได้
 
ปัญหาที่เกิดจากทีมงานที่มี ‘อีโก้สูง’ มีอยู่ทั่วไป เดวิด บรู๊กซ์ (David Brooks) คอลัมนิสต์นิวยอร์กไทมส์ กล่าวไว้ในรายการ Charlie Rose   ว่า บางครั้งมีคนฉลาดมากเกินไป ก็กลายเป็นปัญหา เขาชี้ให้เห็นว่าความยากลำบากในการบริหารงานของรัฐบาลโอบามา สาเหตุเกิดจากทีมนโยบายเศรษฐกิจและนโยบายต่างประเทศที่ล้วนแต่มีคนเก่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัญหาไม่ได้อยู่ที่สติปัญญาที่เฉลียวฉลาด แต่อยู่ที่คนเหล่านี้มักยึดติดในความคิดตนเอง พวกเขาปักใจเชื่อมั่นว่าความคิดของตนเองนั้น ‘ดีกว่า’ มีเหตุผลหนักแน่นกว่า ความคิดของเพื่อนร่วมงาน

...อย่าก้าวสู่ตำแหน่ง ‘ผู้นำ’ เพียงเพราะทำงานมานาน
 
ดร.วินซ์ โมรินาโร (Vince Molinaro) ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาภาวะผู้นำ กล่าวถึงผู้นำที่เลวร้าย 10แบบที่ลูกน้องอยากจะร้องตะโกนออกมา  ได้แก่ 

ภาษิตโบราณบทหนึ่งได้กล่าวเอาไว้อย่างน่าฟังว่า“กองทัพแกะที่นำโดยสิงโตย่อมชนะกองทัพสิงโตที่นำโดยแกะ” (An army of sheep led by a lion would defeat an army of lions led by a sheep.)
 
การมีผู้นำที่มีคุณลักษณะเหมาะสมอยู่ในตำแหน่ง หรือ เป็นแกนนำขับเคลื่อนการพัฒนาในระดับต่าง ๆ นับว่ามีความสำคัญ ด้วยว่าผู้นำ หรือ แกนนำเหล่านี้จะส่งเสริมให้ประเทศชาติ สังคม และหน่วยงาน/องค์กร สามารถขับเคลื่อนภารกิจการงานให้บรรลุสู่ความสำเร็จ คนกลุ่มต่าง ๆ ให้การยอมรับ เกิดพลังแรงร่วมใจ เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการจัดการแก้ไขปัญหาและปฏิบัติกิจการงานร่วมกัน สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศชาติ สังคม และหน่วยงาน/องค์กรให้เกิดความเจริญก้าวหน้าอย่างแท้จริง

ผู้นำจะไม่สามารถทำสิ่งใดสำเร็จได้ หากไม่มีใครร่วมมือ!!!!
 
ผมเชื่อในพลังทวีคูณ (synergy) ของการทำงานเป็นทีม คนทำงานแต่ละคนที่ผนึกกำลังกันเป็น ‘ทีมงาน’ นับเป็นหัวใจที่จะนำความสำเร็จมาสู่การทำงาน เพราะจะทำให้เกิดการประสานส่วนดีหรือจุดแข็งของแต่ละคนมาสนับสนุนกันและกัน เป็นการผนึกกำลังให้ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่คน ๆ เดียวไม่อาจทำได้ 
 
อย่างไรก็ตาม แทนที่ทีมงานจะมี ‘พลังบวก’ ทวีคูณ อาจกลับกลายเป็นมี ‘พลังลบ’ ทวีคูณได้ หากขาดกำลังใจในการทำงาน เพราะถูกปฏิบัติจากหัวหน้าทีมอย่างไม่เหมาะสม อาทิ

 
ผู้เขียนได้เห็นสรุปสถิติการฆ่าตัวตายปี 2557  ผ่านทางรายการข่าวเมื่อช่วงเดือนธ.ค.ปี 2557 ที่ผ่านมา  ในข่าวบอกว่ามีสถิติเด็ก อายุ 13 ปี ฆ่าตัวตายด้วยทำให้รู้สึกสะเทือนใจ ว่าทำไมเด็กอายุน้อยขนาดนี้จึงคิดฆ่าตัวตาย หรือเด็กขนาดนี้มีปัญหาชีวิตมากจนไม่สามารถแก้ไขได้  จึงได้ทำการค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องการฆ่าตัวตายและทราบว่า  “เรื่องการฆ่าตัวตาย”  กำลังเป็นประเด็นสำคัญที่ทั่วโลกให้ความสนใจและ  *WHO ได้กำหนดให้ทุกวันที่ 10 กันยายนของทุกปีเป็น "วันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก" (World Suicide Prevention Day) โดยประกาศเป็นครั้งแรกเมื่อ ปี พ.ศ. 2546 (ค.ศ. 2003) มี “ดอกสะมาเรีย” เป็นสัญลักษณ์การป้องกันการฆ่าตัวตายของประเทศไทย ในปีนี้ รณรงค์ภายใต้แนวคิด “ทั่วโลกประสานใจ ป้องกันการฆ่าตัวตาย” ซึ่งองค์การอนามัยโลกประมาณการว่า ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตด้วยการฆ่าตัวตายมากกว่า 800,000 ราย หรือ เฉลี่ย 1 คน ในทุกๆ 40 วินาที คาดการณ์ว่า ในปี 2563 จะมีคนเสียชีวิตถึง 1.53 ล้านคน จึงกำหนดให้ประเทศสมาชิกร่วมแก้ไขปัญหาและลดอัตราการฆ่าตัวตายลงให้ได้ถึงร้อยละ 10 โดยประเทศไทยในปี 2556 พบผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายมากกว่า 3,900 รายต่อปี คิดเป็นอัตรา 6.08 คนต่อประชากรแสนคน หรือเฉลี่ยเดือนละ 328 คน หรือวันละ 10-12 คน คิดเป็นทุก 2 ชั่วโมงมีคนไทยฆ่าตัวตายสำเร็จ 1 คน*


แหล่งที่มาของภาพ : http://www.pressebox.de/uploads/thumbnail/width/400/height/320/id/656594.jpg

...บริษัทของคุณมี ‘โจร’ ทำงานอยู่ด้วยหรือไม่?
คนเหล่านี้อาจจะทำงานเก่ง มีความรู้ความสามารถ มีความกระตือรือร้น หนักเอาเบาสู้ พร้อมช่วยเหลือองค์กรอยู่เสมอ และอยู่มานาน จนมีตำแหน่งสูง คุณอาจจะไม่รู้เลยว่า เบื้องหลังการทำงานให้องค์กร เขากำลัง ‘โกง’ องค์กร กอบโกยผลประโยชน์มิชอบเข้ากระเป๋าตนเองอยู่

 
 
ในช่วงที่ผ่านมา ข่าว “แชทในเวลางาน ถูกไล่ออก” คงเป็นข่าวที่สร้างความประหวั่นพรั่นพรึงให้กับบรรดาลูกจ้าง เพราะคงไม่มีใครคิดว่า เพียงการแชทหรือเล่นอินเตอร์เน็ตในเวลางาน ซึ่งไม่น่าจะเบียดบังเวลางานมาก กลับกลายเป็นความผิด ถึงขั้นเลิกจ้างได้ และแม้ลูกจ้างจะยื่นฟ้องต่อศาลแรงงานกลางว่า ถูกเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม แต่ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง เพราะเป็นความจริงที่ทำให้บริษัทนายจ้างได้รับความเสียหาย
 
จากข้อมูลที่ทราบมา มีพนักงานประมาณ 30 คนแล้ว จากหน่วยงานต่าง ๆ ที่ถูกเลิกจ้าง เพราะเบียดบังเวลาทำงาน ไปใช้ในการแชทและเล่นอินเตอร์เน็ตนานกว่า 1 ชั่วโมง ในเรื่องส่วนตัว ทำให้ขาดความจดจ่อในการทำงาน ส่งผลให้งานที่ทำล่าช้า ต่ำกว่ามาตรฐาน ส่งงานไม่ทันตามกำหนด สร้างความเสียหายต่อองค์กร แม้ได้ตักเตือนด้วยวาจาและออกหนังสือเตือนแล้ว แต่ยังคงพฤติกรรมเช่นเดิม จึงต้องให้ออกจากงาน

ทำงาน 52 นาที พัก 17 นาที เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน....

เมื่อเดือนกรกฎาคม 2557 จูเลีย กิลฟอร์ด (Julia Gifford) ได้นำเสนอบทความชื่อ The Rule of 52 and 17: It's Random, But it Ups Your Productivity หรือ กฎทำงาน 52 นาที พัก 17 นาที เพิ่มผลิตภาพ ซึ่งเป็นบทสรุปจากการติดตามและสำรวจผู้ใช้แอพพลิเคชั่น DeskTime ซึ่งเป็นโปรแกรมในการช่วยติดตามการทำงานของผู้เข้ารับวิจัย เพื่อศึกษานิสัยของคนที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

การสำรวจพบว่า ร้อยละ 10 ของผู้ที่สามารถสร้างผลิตภาพได้สูงสุด จะใช้เวลาพักได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยพวกเขาจะใช้เวลาเฉลี่ยในการทำงานอย่างจริงจังต่อเนื่องเป็นเวลา 52 นาที และจากนั้นจะพักประมาณ 17 นาที ก่อนที่จะกลับมาทำงานอย่างตั้งอกตั้งใจต่อไป ซึ่งสามารถทำงานได้อย่างประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

การตัดสินที่ผิดพลาดและล้มเหลวของ ‘คนเก่ง’ จำนวนไม่น้อย เกิดขึ้นจากความเชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไป จนละเลยที่จะวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรอบคอบ ไม่ขอคำปรึกษา ไม่ฟังคำแนะนำจากผู้อื่นก่อนตัดสินใจ แต่คิดเองทำเอง ...ในที่สุด เมื่อตัดสินใจผิดพลาด ไม่เพียงตัวเองรับผล แต่บุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งองค์กรต้องรับผลร้ายไปด้วย 
 
ตัวอย่างของ จิม บาลซิลี (Jim Balsillie) อดีตซีอีโอ ของบริษัท RIM (Research In Motion) ผู้ผลิต Blackberry น่าจะเป็นบทเรียนการตัดสินใจที่ผิดพลาดได้ดี จากความประมาทคู่แข่ง โดยในปี 2007 แอปเปิ้ลเปิดตัวไอโฟน แทนที่เขาจะรับมือด้วยการสร้างแบรนด์ตัวเองให้แข็งแกร่งในตลาดสมาร์ทโฟน เขากลับเพิกเฉยไม่เชื่อว่าไอโฟนจะเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวได้ เพราะฐานลูกค้าของ Blackberry ในตอนนั้นนำหน้าไอโฟนอยู่หลายช่วงตัว เขาใช้เวลาในช่วงนั้น วุ่นวายอยู่กับการพยายามซื้อทีมฮ็อคกี้ 
สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลาไม่ถึง 1 ปี ส่วนแบ่งการตลาดของ Blackberry ในสหรัฐฯ ร่วงลงจากร้อยละ 44 เหลือเพียงร้อยละ 9 และหุ้นบริษัทร่วงลงไปถึงร้อยละ 70 ด้วยความประมาท 

 
ปัจจุบัน ในสังคมมีคำเรียกหญิงวัยกลางคนถึงสูงอายุที่แสดงพฤติกรรม ‘เห็นแก่ตัว’ ว่า มนุษย์ป้า
 
ในพจนานุกรมออนไลน์ Longdo Dictionary ให้ความหมายคำว่า ‘มนุษย์ป้า’ ไว้ว่า “คำที่ใช้เรียกผู้ที่มีพฤติกรรมที่มีลักษณะที่เห็นแก่ตัว ทำสิ่งต่าง ๆ โดยไม่สนใจว่าจะทำให้ผู้อื่นหรือสังคมเดือดร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การแย่งที่นั่งว่างในรถโดยสาธารณะ, การแซงคิวไม่ยอมต่อแถวคอยเวลาขึ้นรถไฟฟ้า, โดยส่วนมากจะเป็นสุภาพสตรีในวัยกลางคนจนถึงสูงอายุ จึงเป็นที่มาถึงคำว่า "ป้า" เริ่มเป็นที่ใช้กันแพร่หลายในเครือข่ายสังคมออนไลน์ ในช่วงปี 2557”