พลังใจ

แหล่งที่มาของภาพ : http://static1.squarespace.com/static/519ecfd4e4b046d94a968c7a/t/5335a872e4b03ead0876c139/1396025458382/selfdevelopmentisscary.png

"ความสามารถในการพัฒนา และเพิ่มพูนทักษะเป็นข้อแตกต่างที่ชัดเจนที่สุด ระหว่างผู้นำและผู้ตาม"
วอร์เรน เบนนิส และเบิร์ต นานุส ผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะผู้นำระดับโลกได้กล่าวข้อความข้างต้นไว้ 
 
ผู้นำที่สามารถนำคน นำองค์กร ฝ่าฟันอุปสรรค บรรลุเป้าหมาย เจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืนได้ มักมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือ ไม่ยอมให้ตนเองเป็น ‘อุปสรรค’ ขัดขวางความสำเร็จ จึงพร้อมที่จะพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ไม่คิดว่าตนเอง เก่งแล้ว ดีแล้ว พอแล้ว เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แล้ว แต่คิดเสมอว่า จะทำอย่างไรให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ มักเป็นผู้ที่มีความถ่อมใจรับฟังผู้อื่น ไม่ถูกจำกัดด้วยความคิด ประสบการณ์ หรือ ความสำเร็จในอดีต  แต่พร้อมแก้ไข ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงตนเอง จัดการข้อบกพร่องที่เป็นอุปสรรค เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เพิ่มพูนทักษะที่จำเป็นอยู่เสมอ

จงใช้ชีวิตราวกับว่าคุณจะตายในวันพรุ่งนี้ และจงเรียนรู้ราวกับว่าคุณจะมีชีวิตอยู่ตลอดไป (Live as if you were to die tomorrow. Learn as if you were to live forever.)

มหาตมะ คานธี ได้ให้ข้อคิดที่ดีมากสำหรับคนที่ต้องการใช้ชีวิตอย่าง ‘รู้คุณค่า’ และ ‘คุ้มค่า’ มากที่สุด ไม่ว่าเราเป็นใคร 

แหล่งที่มาของภาพ : http://sogoodwebstorage.blob.core.windows.net/upload/27/JncxaoUd94.png

         ถ้าให้เลือกร่วมงานกับคน 2 คน เราจะเลือกทำงานกับใคร?
         คนแรก หัวหน้างานรับประกันให้ว่า “คน ๆ นี้ พูดคำไหนคำนั้น ....รับปากแล้ว เขาจะต้องทำจนสำเร็จให้ได้”
         คนที่สอง เพื่อนร่วมงานกล่าวว่า “คน ๆ นี้ ต่อหน้าหัวหน้าทำเป็นขยันขันแข็ง แต่พอลับหลังแอบเอางานส่วนตัวมาทำเป็นประจำ”


แหล่งที่มาของภาพ : http://i.dawn.com/large/2015/05/555c022abe9e5.jpg

 

         เรียนมาก แต่อย่า “คิดน้อย”...
         ครั้งหนึ่ง ผมไปให้คำปรึกษาแนะนำผู้บริหารชาวต่างประเทศที่ได้มาเปิดบริษัทสาขาในประเทศไทย เขาได้ตั้งข้อสังเกตหลังจากทำงานร่วมกับพนักงานคนไทยมาพักหนึ่งว่า ตั้งแต่เดินทางพบปะผู้คนมาทั่วโลก เขาพบว่า พนักงานคนไทยส่วนใหญ่ค่อนข้างขาดความคิดเชิงวิพากษ์ เมื่อเทียบกับพนักงานที่เป็นคนชาติอื่น ๆ 

 
         คนเก่งที่ทำงานเป็นทีมร่วมกับคนอื่นไม่ได้ มักไม่เป็นที่ต้องการ เพราะความสำเร็จของงาน คือ ความสำเร็จของทีม...ไม่ใช่ของคน ๆ เดียว
         ที่ผ่านมา ผมบังเอิญได้เห็นเวบไซต์หนึ่ง ซึ่งได้จัดทำ info graphic กล่าวถึง “นิสัยไทย ๆ ที่ทำให้ไทยไม่พัฒนา” มี 8 ลักษณะนิสัย ได้แก่

         ข้อความเพียงไม่กี่ประโยค ที่เขียนไปตามอารมณ์ความรู้สึกขณะนั้น ...อาจดับอนาคตเราได้!!
         ภาพเซลฟี เพียงภาพเดียว ที่ถ่ายสนุก ๆ ...อาจเป็นภาพ ‘สิ้นคิด’ ที่ทำให้ตกงานได้อย่างไม่คาดคิด!!
         ในโลกปัจจุบันที่ถูกเรียกว่าเป็น “สังคมก้มหน้า” การสื่อสารตัวตน – ฉันทำอะไร คิดอะไร อยู่ที่ไหน เป็นอย่างไร ฯลฯ มักจะถูกส่งผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อให้รับรู้แลกเปลี่ยนกัน จนสิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคนส่วนใหญ่ในสังคม ซึ่งรวมถึงคนวัยทำงานด้วย 


แหล่งที่มาของภาพ : http://cdn.gotoknow.org/assets/media/files/000/701/529/large_hearts.jpg?1300263891

วันหนึ่ง ผมไปบรรยายให้กับนักศึกษาและคณาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในต่างจังหวัด ในช่วงเช้าก่อนการบรรยาย ‘คุณสิริพร’ เจ้าหน้าที่ท่านหนึ่งของหน่วยงานนั้น ได้นำอาหารว่างมาให้ผม..ผมทั้งแปลกใจ และประทับใจในเวลาเดียวกัน
อาหารว่างของผมแตกต่างจากอาหารว่างที่เตรียมไว้ให้ทุกคน เพราะนอกจากมีกาแฟ และขนมตามปกติแล้ว ยังมีซุปไก่สกัดหนึ่งขวดวางอยู่ด้วย  ผมยังถ่ายภาพมาเลย ด้วยความประทับใจว่า เจ้าหน้าที่ท่านนี้เป็นคนที่เอาใจใส่ผู้อื่น ทำมากกว่าหน้าที่ที่ควรทำ คือ แทนที่จะนำอาหารว่างที่เหมือน ๆ กับของคนอื่นมาเสิร์ฟให้ผม แต่เขาคิดไปไกลกว่านั้น ด้วยใจที่เอาใจใส่ เพราะรู้ว่า ผมคงเดินทางมาไกล ต้องปฏิบัติภารกิจมาหลายอย่าง อาจจะเหนื่อยและพักผ่อนไม่เพียงพอ จึงได้เตรียมซุปไก่บำรุงร่างกายเพิ่มมาด้วย 

 
เรื่องนี้อย่าบอกหัวหน้านะ ถ้าถูกจับได้ละก้อ แย่แน่เลย....เราช่วยกันแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน ถ้าหัวหน้าถามก็บอกไปว่า งานเรียบร้อยดี..ไม่มีปัญหา
ถ้าเธอเอาเรื่องนี้ไปบอกหัวหน้านะ เราเลิกเป็นเพื่อนกัน....ฉันจะหาข้อแก้ตัวดี ๆ ว่าทำไมงานจึงผิดพลาดมากขนาดนี้ แล้วจะบอกเอง
 
คำกล่าวข้างต้น เราคงเดาได้ว่า ผู้พูดกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ทำบางสิ่งผิดพลาดไป และกำลังพยายาม ‘ปกปิด’ ความผิดนั้นมิให้หัวหน้างานรับรู้ เพราะเกรงว่า ตนเองจะถูกตำหนิ หรือ ลงโทษ โดยไม่ได้มองว่า สิ่งที่ตนเองทำผิดนั้นส่งผลเสียหายร้ายแรง และต้องช่วยกันแก้ไขหรือไม่

         ทรานส์คริปต์บอกว่า คุณเรียนอะไรมาบ้าง ผลการเรียนเป็นอย่างไร แต่ไม่ได้บอกว่า ‘คุณทำงานได้หรือไม่?’

         ในหน่วยงานต่าง ๆ ย่อมต้องการคนทำงานที่ทำงานได้จริง ช่วยขับเคลื่อนภารกิจขององค์กรได้ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ การพิจารณารับสมัคร โดยดูจากใบรับรองผลการศึกษา หรือใบทรานส์คริปต์ (transcript) และการสอบข้อเขียน รวมทั้งสอบสัมภาษณ์อาจไม่ได้ช่วยสร้างความมั่นใจให้องค์กรว่า เมื่อรับคน ๆ นี้เข้าไป จะทำงานได้จริงหรือไม่ จะเข้ากับผู้ร่วมงานได้หรือไม่ จะเป็นตัวส่งเสริมหรือตัวถ่วงความก้าวหน้าขององค์กรกันแน่!!!

         ปัจจุบัน จึงมีองค์กรชั้นแนวหน้าหลายแห่ง เริ่มที่จะไม่พิจารณาผลการเรียนในการจ้างงาน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ กูเกิล ใครที่ต้องการสมัครทำงานกับกูเกิล ไม่ต้องส่ง transcript และคะแนนทดสอบ (test score) ในสมัยเรียนไปให้ เพราะเขามองว่า ไม่มีประโยชน์ในการพิจารณาจ้างงาน เรียกได้ว่า ดูไปก็เท่านั้น..ไม่มีประโยชน์

         จากการเฝ้าสังเกตคนจำนวนนับหมื่น ๆ คนที่ผมได้มีโอกาสปฏิสัมพันธ์ด้วยในวาระต่าง ๆ ทำให้ผมพบว่า คนเรามีอายุ 3 อายุ 

         หนึ่ง อายุเวลา หรือ อายุจริงตามเวลาเกิด และอาจรวมไปถึงอายุงาน ซึ่งเป็นการสะสมประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญชำนาญที่เพิ่มขึ้นตามระยะเวลาในการทำงาน

         สอง อายุหน้า คนส่วนใหญ่ชอบให้อายุเวลาไปก่อนอายุหน้า หรือชอบ ‘หน้าอ่อน’ มากกว่า ‘หน้าแก่’