การศึกษา

เมื่อวันที่ 25-27 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เพื่อปรับปรุงการทำงานด้านการศึกษา เฉพาะการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในที่ประชุม นายกฯ ได้รับปากจะพัฒนาและแก้ปัญหาหลายเรื่อง และจะจัดสรรงบประมาณ 1 แสนล้านบาท เพื่อการดำเนินการใน 4 ปีนี้

หากพิจารณาสถานการณ์การเมืองในขณะนี้พบว่า รัฐบาลพยายามในการแย่งชิงพื้นที่ทางความคิดของประชาชน โดยอ้างว่าการเลือกตั้งเป็นกติกาประชาธิปไตย แต่ข้ออ้างดังกล่าวถูกเพียงเสี้ยวเดียวเท่านั้น เพราะละเลยความจริงอีกด้านของความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง นั่นคือ กระบวนการที่ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วม มีสิทธิในการแสดงความคิดเห็น และสามารถแสดงออกถึงจุดยืนทางการเมืองของตนได้ตลอดเวลา รวมถึงการบรรลุถึงสภาวะของความเท่าเทียม เป็นธรรมของคนในสังคม โดยอาศัยความเท่าเทียมกันทางการเมืองเพื่อนำไปสู่จุดมุ่งหมายนั้น ไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องมือของผู้มีอำนาจที่ใช้อ้างความชอบธรรมในการก้าวขึ้

การจัดกิจกรรมรับน้องใหม่ของนิสิตนักศึกษาจากแต่ละสถาบันอุดมศึกษาเป็นข่าวเกรียวกราว สะท้อนปัญหาและสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงให้เห็นเป็นประจำทุกปี ถึงกระนั้นยังมีข้อถกเถียงแยกออกเป็นสองฝ่ายอยู่เสมอ คือฝ่ายหนึ่งเห็นด้วยว่ากิจกรรมรับน้องยังมีข้อดีหลายประการ และควรธำรงรักษาไว้ต่อไป ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งไม่เห็นว่ากิจกรรมรับน้องที่จัดกันอยู่จะให้ประโยชน์แก่ผู้ที่เพิ่งเอ็นทรานซ์เข้าไปเรียนในระดับอุดมศึกษาแต่อย่างไร

จากมติคณะรัฐมนตรี 8 พฤศจิกายน 2548 ระบุว่า ldquo;การถ่ายโอนบุคลากรด้านการศึกษาให้อยู่บนพื้นฐานความสมัครใจrdquo; เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ที่ผ่านมา คณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (กกถ.) ได้สรุปผลประชุมเรื่อง การถ่ายโอนสถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานที่อยู่ในบัญชี 2 (คือ รร.ที่สมัครใจโอนไปสังกัด อปท.

การถ่ายโอนอำนาจการศึกษาสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กลับสู่ความสนใจของสังคมอีกครั้ง เมื่อคณะรัฐมนตรีรักษาการได้มีมติให้มีการถ่ายโอนได้ในบางส่วน ขณะที่หลายส่วนให้มีการทบทวนกันใหม่การดำเนินการถ่ายโอนโรงเรียนแก่ อปท. สะท้อนแนวคิดในการดำเนินงานของรัฐบาลดังนี้

แนวคิดเรื่องการพัฒนาประเทศแบบยั่งยืนเริ่มได้รับการยอมรับและกล่าวถึงมากขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย แนวคิดนี้ได้เน้นให้คนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา โดยพยายามผลักดันให้มีการพัฒนาคุณภาพของคนผ่านทางการศึกษา

ความพยายามในการแก้ไขปัญหาความยากจนของรักษาการนายกฯ ในส่วนของการศึกษา โดยการออกโครงการเพื่อช่วยเหลือนักเรียนที่พ่อแม่มีฐานะยากจน ด้วยการนำเงินจากกองสลากมาใช้ ไม่ว่าจะเป็น ทุนเรียงความ หนึ่งอำเภอ หนึ่งทุนการศึกษา เป็นเสมือนโครงการที่หวังดี แต่หากโครงการนี้ดำเนินต่อไป ผลร้ายจะตามมา

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา คุณปณิธาน ยามวินิจ ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ได้กล่าวในที่ประชุมเชิงปฏิบัติการของสำนักงานสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาฯ ว่า ldquo;ในอีก 5 ปีข้างหน้า นับตั้งแต่ปี 2549 จะมีการผลิตกำลังคนระดับปริญญาตรี ปวส. ปวช. ออกมาทั้งหมด 2.3 ล้านคน แต่อุตสาหกรรมหลัก 13 สาขา ต้องการแค่ 300,000 คน ที่เหลืออีก 2 ล้านคน เป็นแรงงานเกินความต้องการ ต้องไปหางานอย่างอื่นที่ต่ำกว่าวุฒิการศึกษาrdquo;

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ที่ผ่านมาผมได้เห็นข่าวที่ท่าน ศ.ดร.สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(สมศ.)ประกาศผลการประเมินคุณภาพภายนอกสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยระบุว่าจากสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่ประเมิน 30,010 แห่ง ปรากฏว่าประมาณ 2 ใน 3 หรือมากกว่า 20,000 แห่ง มีแนวโน้มไม่ได้มาตรฐานขั้นต่ำ โดยเข้าขั้นอาการหนักถึงกว่า 15,000 แห่ง ผู้เรียนส่วนใหญ่มีผลสัมฤทธิ์ตามหลักสูตรต่ำ ด้อยความคิดสร้างสรรค์และขาดนิสัยการใฝ่รู้ใฝ่เรียน รวมทั้งมีปัญหาการขาดแคลนครูทั้งปริมาณและคุณภาพ

ความคาดหวังของสังคมที่มีต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ ในการเข้ามาแก้ไขปัญหาการศึกษาหลายประเด็น เช่น การเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวในแต่ละระดับให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายสำหรับจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ กองทุนเพื่อช่วยเหลือเด็กยากจนและด้อยโอกาส ปัญหาขาดแคลนครู การปรับปรุงระบบบุคลากร การถ่ายโอนสถานศึกษาให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงการแยกกระทรวงใหม่ ฯลฯ