February 2015

ทำไป...พักไป อย่างไรได้งานเพิ่ม?

ทำงาน 52 นาที พัก 17 นาที เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน....
 
เมื่อเดือนกรกฎาคม 2557 จูเลีย กิลฟอร์ด (Julia Gifford) ได้นำเสนอบทความชื่อ The Rule of 52 and 17: It's Random, But it Ups Your Productivity  หรือ กฎทำงาน 52 นาที พัก 17 นาที เพิ่มผลิตภาพ ซึ่งเป็นบทสรุปจากการติดตามและสำรวจผู้ใช้แอพพลิเคชั่น DeskTime ซึ่งเป็นโปรแกรมในการช่วยติดตามการทำงานของผู้เข้ารับวิจัย เพื่อศึกษานิสัยของคนที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด 
 
การสำรวจพบว่า ร้อยละ 10 ของผู้ที่สามารถสร้างผลิตภาพได้สูงสุด จะใช้เวลาพักได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยพวกเขาจะใช้เวลาเฉลี่ยในการทำงานอย่างจริงจังต่อเนื่องเป็นเวลา 52 นาที และจากนั้นจะพักประมาณ 17 นาที ก่อนที่จะกลับมาทำงานอย่างตั้งอกตั้งใจต่อไป ซึ่งสามารถทำงานได้อย่างประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

อย่าตกต่ำ เพราะความมั่นใจ

การตัดสินที่ผิดพลาดและล้มเหลวของ ‘คนเก่ง’ จำนวนไม่น้อย เกิดขึ้นจากความเชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไป จนละเลยที่จะวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรอบคอบ ไม่ขอคำปรึกษา ไม่ฟังคำแนะนำจากผู้อื่นก่อนตัดสินใจ แต่คิดเองทำเอง ...ในที่สุด เมื่อตัดสินใจผิดพลาด ไม่เพียงตัวเองรับผล แต่บุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งองค์กรต้องรับผลร้ายไปด้วย 
 
ตัวอย่างของ จิม บาลซิลี (Jim Balsillie) อดีตซีอีโอ ของบริษัท RIM (Research In Motion) ผู้ผลิต Blackberry น่าจะเป็นบทเรียนการตัดสินใจที่ผิดพลาดได้ดี จากความประมาทคู่แข่ง โดยในปี 2007 แอปเปิ้ลเปิดตัวไอโฟน แทนที่เขาจะรับมือด้วยการสร้างแบรนด์ตัวเองให้แข็งแกร่งในตลาดสมาร์ทโฟน เขากลับเพิกเฉยไม่เชื่อว่าไอโฟนจะเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวได้ เพราะฐานลูกค้าของ Blackberry ในตอนนั้นนำหน้าไอโฟนอยู่หลายช่วงตัว เขาใช้เวลาในช่วงนั้น วุ่นวายอยู่กับการพยายามซื้อทีมฮ็อคกี้ 
สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลาไม่ถึง 1 ปี ส่วนแบ่งการตลาดของ Blackberry ในสหรัฐฯ ร่วงลงจากร้อยละ 44 เหลือเพียงร้อยละ 9 และหุ้นบริษัทร่วงลงไปถึงร้อยละ 70 ด้วยความประมาท 

บทเรียนการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องของฟินแลนด์

ประเทศฟินแลนด์มีการเน้นย้ำในเรื่องการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจมหภาคและวัฏจักรเศรษฐกิจ วางบทบาทของธนาคารแห่งประเทศอย่างชัดเจนประเทศเศรษฐกิจรายได้ปานกลาง (middle-income country) เป็นประเทศที่ได้เดินทางมาครึ่งหนึ่งของการก้าวสู่ประเทศรายได้สูง แต่ครึ่งทางของแต่ละประเทศไม่เท่ากัน ประเทศไทยได้ติดอยู่ที่ครึ่งทางนี้เป็นระยะเวลาหลายทศวรรษแล้ว ขณะนี้ ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องก้าวให้พ้นสภาวะของการติดกับดัก (trap) เพื่อไปให้ถึงจุดหมายการเป็นประเทศเศรษฐกิจรายได้สูง สิ่งสำคัญที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการเดินหน้าและหลุดพ้นจากกับดักนี้ คือ การค้นพบปัจจัยขับเคลื่อน ภายใต้เงื่อนไขที่สมเหตุสมผลของแต่ละช่วงเวลา

จัดการคนพันธุ์ 'มนุษย์ป้า'

 
ปัจจุบัน ในสังคมมีคำเรียกหญิงวัยกลางคนถึงสูงอายุที่แสดงพฤติกรรม ‘เห็นแก่ตัว’ ว่า มนุษย์ป้า
 
ในพจนานุกรมออนไลน์ Longdo Dictionary ให้ความหมายคำว่า ‘มนุษย์ป้า’ ไว้ว่า “คำที่ใช้เรียกผู้ที่มีพฤติกรรมที่มีลักษณะที่เห็นแก่ตัว ทำสิ่งต่าง ๆ โดยไม่สนใจว่าจะทำให้ผู้อื่นหรือสังคมเดือดร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การแย่งที่นั่งว่างในรถโดยสาธารณะ, การแซงคิวไม่ยอมต่อแถวคอยเวลาขึ้นรถไฟฟ้า, โดยส่วนมากจะเป็นสุภาพสตรีในวัยกลางคนจนถึงสูงอายุ จึงเป็นที่มาถึงคำว่า "ป้า" เริ่มเป็นที่ใช้กันแพร่หลายในเครือข่ายสังคมออนไลน์ ในช่วงปี 2557”

จุดแข็งและจุดอ่อน 'ดัชนี GNH' ของภูฏาน

 
เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญไปกล่าวปาฐกถาในการประชุมเรื่อง "Ideas at the confluence of Energy, Economy and Environment"ซึ่งเป็นการประชุมเกี่ยวกับการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศภูฏานในอนาคต จัดโดย QED Group, Friedrich Naumann Foundation และ Bhutan Ecological Society ณ เมืองทิมพู ประเทศภูฏาน
 
ประเด็นหนึ่งที่ผมให้ความสนใจมาก เกี่ยวกับประเทศนี้เรื่อยมา คือ การที่ภูฏาน เป็นเพียงประเทศเดียวในโลกที่ใช้ "ความสุขมวลรวมประชาชาติ" หรือ Gross National Happiness (GNH) เป็นดัชนีวัดความเจริญของประเทศมาเป็นเวลานาน จนกลายเป็นที่นิยมชมชอบไปทั่วโลก

กระเป๋า(นักเรียน)เอย…ทำไมจึงหนัก

student-bag
 
จำเป็นต้องหนัก…….เพราะหนังสือมันเยอะ !
น่าเห็นใจจริงๆครับสำหรับเด็กนักเรียนไทยสมัยนี้  ที่ต้องหิ้วกระเป๋าหนังสือหนัก (มาก) ทั้งๆที่ขนาดตัวเด็กบางคนก็เล็กนิดเดียวเมื่อเทียบกับระดับชั้นที่นักเรียนอยู่  จำได้ว่าสมัยก่อนเราก็เคยเห็นภาพเด็กนักเรียนใช้กระเป๋านักเรียนแบบหิ้ว   และเด็กก็จะหิ้วกระเป๋าเดินตัวเอียงกันเป็นแถว  ส่งผลให้บางคนเดินไหล่เอียงจนโตเป็นผู้ใหญ่ก็มี
 
จากพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จย่าที่ได้ทรงนำเป้หนังสือจากต่างประเทศมามอบให้กระทรวงศึกษาธิการในสมัยนายชวน หลีกภัยนำมาปรับใช้กับเด็กนักเรียนไทย เราจึงได้เห็นเด็กสมัยนี้ใช้เป้แทนกระเป๋านักเรียนในอดีต แต่ก็ไม่วายยังมีปัญหากระเป๋านักเรียนก็ยังคง…หนักถึงหนักมากอยู่เหมือนเดิม

เปิดประตูสู่อาเซียน…ด้วยการคิดเชิงนวัตกรรมอย่างสร้างสรรค์

 
ในการเปิดประชาคมอาเซียนที่จะเริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2558 นั้น ประเทศไทยต้องการกำลังคนรุ่นใหม่ที่มิใช่เป็นเพียงแต่เป็นผู้ที่จบการศึกษาระดับสูง (ซึ่งคุณภาพการศึกษานั้นอาจได้มาตรฐานหรือตกหล่นจากมาตรฐานที่นานาชาติยอมรับ) หรือเป็นผู้เชี่ยวชาญชำนาญด้านภาษาเท่านั้น แต่คุณลักษณะสำคัญประการหนึ่งที่จะนำมาสู่การเป็นผู้นำอย่างได้เปรียบในการเปิดเสรีเวทีการค้าระดับภูมิภาคที่จะมาถึงในอนาคตอันใกล้นี้ ได้แก่ คุณลักษณะแห่งการเป็น “นักคิดริเริ่มสร้างสรรค์”
อนาคตเป็นของผู้ที่มีความพร้อมมากกว่าเสมอ ผู้ที่มี “ความคิดริเริ่ม” และมีความสามารถในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ย่อมมีโอกาสก้าวไปก่อน ก้าวไปไกล ก้าวไปสู่อนาคต ที่ประสบความสำเร็จได้มากกว่า
ในทางตรงกันข้ามหากผู้นำหรือประชาชนในชาติ มีอุปนิสัยที่เรื่อย ๆ เฉื่อยชา พึงพอใจในสิ่งที่เป็นอยู่ รักษาระบบแบบอนุรักษ์นิยม ไม่คิดจะริเริ่มเปลี่ยนแปลงหรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่ดีกว่าด้วยตนเอง หากไม่มีใครสั่งหรือไม่มีสถานการณ์บีบบังคับ ย่อมเป็นการยากที่จะปรับตัวเข้ากับอนาคตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและยากที่จะไปสู่เป้าหมายวิสัยทัศน์ที่วางไว้เป็นแน่

แนวโน้มโลก 2050 (ตอนที่ 9) : มหาเศรษฐีของโลกในอนาคต

 
กรุงเทพธุรกิจ
คอลัมน์ : ดร.แดน มองต่างแดน
 
มีการคาดการณ์ว่าจำนวนมหาเศรษฐีในจีน จะเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 80 ซึ่งเติบโตเป็นไปในทิศทางเดียวกับอินเดียผมได้นำเสนอเกี่ยวกับแนวโน้มของโลกไปแล้วหลายด้านในช่วงที่ผ่านมา บทความนี้เป็นอีกตอนหนึ่งที่ผมอยากนำเสนอแนวโน้มของโลกในอนาคตเพิ่มเติมในประเด็นเกี่ยวกับมหาเศรษฐีบนโลกทั้งในบริบทปัจจุบัน และในทศวรรษข้างหน้าว่ามีจำนวนเพิ่มมากขึ้นหรือน้อยลงอย่างไร และประเทศไทยสามารถเรียนรู้สิ่งใดบ้างจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

กล้ารับ ดีกว่า กล้าหลบ

 
งานวันนี้
ปีที่ 16 ฉบับที่ 715 วันที่ 2-9 ธันวาคม 2557
 
ความแตกต่างระหว่างคนที่ก้าวต่อไปให้สูงขึ้น กับ คนที่ถูกผลักให้ตกต่ำลง อาจขึ้นอยู่กับการตอบสนองเมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้น
 
เมื่อหลายปีก่อน (ค.ศ.2009) มีข่าว ๆ หนึ่งดังมากในโลกอินเตอร์เน็ต เมื่อชายคนหนึ่งชื่อ เดวิด คาร์รอล แต่งเพลงสไตล์คันทรี United Breaks Guitar ประชดสายการบินยูไนเต็ดที่ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับกีตาร์ของเขา ซึ่งบรรทุกมาใต้ท้องเครื่องบิน และถูกเจ้าหน้าที่ขนสัมภาระโยนกล่องกีตาร์ลงบนพื้นลานบิน ทำให้คอกีตาร์ราคาแพงเสียหาย ขณะที่เขาบินจากสนามบินฮาลิเฟ็กซ์ไปยังชิคาโก้

‘อดีต’ ไม่รับประกัน ‘อนาคต’

 
งานวันนี้
ปีที่ 16 ฉบับที่ 714 วันที่  25 พฤศจิกายน - 2 ธันวาคม 2557
 
เมื่อเดือนตุลาคม 2557 ที่ผ่านมา มีข่าวช็อควงการนักลงทุนข่าวหนึ่ง นั่นคือ ข่าววอร์เร็น บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีชื่อดัง นักลงทุนชื่อก้องโลก และซีอีโอแห่งบริษัท “เบิร์กไชร์ แฮธาเวย์” ชาวอเมริกัน ต้องสูญเงินมหาศาลถึง 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 64,665 ล้านบาท) ภายในระยะเวลาเพียง 2 วัน เนื่องจากการเก็งกำไรผิดพลาด ในหุ้นบริษัทดัง 2 บริษัท ได้แก่ “ไอบีเอ็ม” และ “โค้ก”
 
แหล่งข่าวในวอลล์สตรีทเผยว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้บัฟเฟตต์ ต้องสูญเงินมหาศาลเกิดจากปัญหาการปรับพอร์ตลงทุนในระยะหลังของเขาที่เน้น “การลงทุนกระจุกตัว” ในหุ้นของ 4 บริษัทยักษ์ใหญ่ คือ ไอบีเอ็ม, โคคา-โคลา, อเมริกัน เอ็กซ์เพรส และเวลล์ส ฟาร์โก มากเกินไป เพราะคาดการณ์ไปว่า จะได้กำไรอย่างแน่นอน จากผลประกอบการของบริษัทเหล่านี้ ในช่วงสิ้นไตรมาสสาม  แทนที่จะเลือกปรับพอร์ตแบบกระจายความเสี่ยง....แต่เขาคาดการณ์ผิด!!

ฝึกลูกบังคับตนเอง ก่อนสายเกินไป

 
นิตยสารแม่และเด็ก
คอลัมน์ ครอบครัวสุขสันต์
 
ปัญหาเด็กและเยาวชนที่เกิดขึ้นในสังคมไทยปัจจุบัน ส่วนใหญ่เกิดจากการดำเนินชีวิตโดยยึดตามกระแสสังคม อารมณ์ความรู้สึก ความปรารถนาต่อสิ่งเร้าที่มายั่วยวน จนขาดการยับยั้งชั่งใจ ส่งผลต่อการตอบสนองที่ผิดพลาดและเกิดผลเชิงลบทั้งต่อตนเองและสังคมในภาพรวมตามมาอีกมากมาย ตัวอย่างเช่น การชิงสุกก่อนห่าม ตั้งครรภ์ในวัยเรียน เนื่องจากไม่สามารถทนต่อแรงดึงดูดทางเพศได้ … นักศึกษาขายบริการทางเพศเพื่อนำเงินไปซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ เนื่องจากไม่สามารถบังคับใจตนเองให้ทนต่อความต้องการอยากได้อยากมีเหมือนคนอื่น … นักเรียนต่างสถาบันยกพวกตีกัน เนื่องจากไม่สามารถควบคุมอารมณ์โกรธแค้นที่อีกฝ่ายมาพูดจาดูถูกฝ่ายตน  ฯลฯ
 
ปัญหาที่เกิดขึ้นสะท้อนการขาดความสามารถในการยับยั้งชั่งใจ การประเมินสิ่งผิดสิ่งถูก การเห็นแก่ความสุขระยะสั้น จนละเลยผลร้ายในระยะยาวที่ตามมา หรือเรียกว่า ขาดความสามารถในการบังคับตนเอง

The economic relations between Thailand and North East India (1)


Source : http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/d/d4/India_Thailand_Locator.png

I was invited to give a speech at an international conference on the topic of “The economic relations between North East India and Thailand from a  Thai perspective” at Manipur Central University in Imphal, India on the 24th of March, 2014.
 
The organizer of the event specified the objective of the speech which was to be able to know the economic relationship between Thailand and the region of India from my perspective, including the opportunities, limitations, and suggestions on developing the relationship from a Thai scholar’s perspective.

ทำงานให้ เก่ง เร็ว ดี


แหล่งที่มาของภาพ : http://rorytrotter.files.wordpress.com/2013/06/top-performer-hr.jpg

 

จากการเป็นผู้บริหารองค์กรต่าง ๆ หลายแห่ง ได้มีโอกาสร่วมงานกับคนจำนวนมาก  ผมพบว่า  เพื่อนร่วมงานทุกคน แม้จะมีส่วนดี มีศักยภาพอยู่ในตัว สามารถทำงานในหน้าที่และร่วมงานกับผู้อื่นได้อย่างดี แต่ผมสังเกตเห็นว่า ระหว่างพนักงานที่เริ่มต้นงานพร้อม ๆ กัน ทำงานได้เหมือน ๆ กัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป จะเห็นความแตกต่าง สามารถแยกออกเป็น 2 กลุ่ม ผมเรียกว่า กลุ่มก้าวหน้า กับ กลุ่มอนุรักษ์
 
กลุ่มก้าวหน้า คือ พนักงานที่เรียนรู้และพัฒนาตนเอง จนทำงานได้ดีขึ้น เร็วขึ้น เก่งขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถทำงานได้หลายอย่างในเวลาเดียวกัน  และทำเสร็จอย่างรวดเร็ว  ชอบทำงานใหม่ ๆ โดยใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือที่ทันสมัยมาช่วยเสมอ ทำให้ทำงานได้มากขึ้น ใช้เวลาน้อยลง และผิดพลาดน้อยลง

ทำงานเก่ง เด่นกว่าเรียนดี


แหล่งที่มาของภาพ : http://www.trulia.com/pro/files/2013/04/iStock_000019078452Small.jpg
 
พนักงานคนนี้ จบระดับปริญญาโท แต่ทำงานไม่เป็นเลย แถมยังหยิ่ง ใครสอนอะไรไม่เคยฟัง...
 
หัวหน้าคนนี้ เรียนสูง จบสถาบันมีชื่อเสียง เข้าคอร์สอบรมต่าง ๆ มากมาย แต่ไม่มีศิลปะในการบริหารคน ลูกน้องลาออกกันเป็นว่าเล่น...
 
เรียนก็เก่งนะ แต่ไม่ค่อยมีไหวพริบ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่ได้ ไม่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ แบบนี้แทนที่จะช่วยแบ่งเบาภาระ กลับกลายเป็นเพิ่มภาระให้องค์กรอีก...

แนวโน้มโลก 2050 (ตอนที่ 8) : อิทธิพลชนชั้นกลาง


แหล่งที่มาของภาพ : http://img-cdn.jg.jugem.jp/389/2679777/20141018_731587.jpg

ในปี 2010 OECD และ Wolfensohn Center for Development ของสถาบัน Brookings รายงานว่า ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา กำลังซื้อของคนอเมริกาถือได้ว่าเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจโลก แต่ความผันผวนทางเศรษฐกิจในประเทศช่วงหลายปีที่ผ่านมาทำให้บทบาทของสหรัฐอเมริกาในเศรษฐกิจโลกลดลง ในทางตรงกันข้าม การเติบโตของชนชั้นกลางในเอเชียตลอดช่วงที่ผ่านมาได้ส่งผลให้ชนชั้นกลางกลายเป็นพลังเศรษฐกิจใหม่ของโลก จนมีการคาดการณ์ว่าในอีก 30 ปีข้างหน้า ชนชั้นกลางเหล่านี้จะกลายเป็นกลไกหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในอนาคตแทนสหรัฐอเมริกา คำถามที่น่าสนใจคือ ผลกระทบและอิทธิพลทางเศรษฐกิจอันเนื่องจากการขยายตัวของกลุ่มชนชั้นกลางนี้จะเป็นอย่างไร? นัยยะต่อประเทศไทยมีอะไรบ้าง? และไทยควรเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้อย่างไร?